Kansai Trip Part 1 : Let’s go to Kansai

with 1 Comment

ย้อนกลับไปเดือนเมษายนผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกับช่วงฤดูซากุระเบ่งบานมาแล้ว และพูดถึงปลายปีแบบนี้ก็คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เหล่าใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเหลือง ส้ม แดง ต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสอย่างตื่นตาตื่นใจ ใช่แล้วครับ ทริปนี้ผมจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับใบไม้เปลี่ยนสีในภูมิภาคคันไซที่เต็มไปด้วยจังหวัดเด่นๆ อย่าง เกียวโต โกเบ โอซาก้า สามเมืองสามสไตล์ ว่าแล้วก็ไปลุยกันโลด

K136

ทริปนี้เราเดินทางกันด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ใครใครก็บินได้ (อีกแล้ว) ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงสนามบินนานาชาติคันไซกันแล้ว

111

หลังจากลงเครื่องมาสิ่งแรกที่ทำการบ้านมาไว้แล้วก็คือการซื้อตั๋วรถครับ การเดินทางในภูมิภาคคันไซมีอยู่หลายแบบหลายประเภทเอามากๆ ยกตัวอย่างเช่นบัตร Kansai Thru Pass, JR Kansai Wide Area Pass, ICOCA เป็นต้น ซึ่งบัตรที่ยอดนิยมมากที่สุดของนักท่องเที่ยวและเป็นบัตรที่ผมจะใช้ในทริปนี้ก็คือบัตร Kansai Thru Pass โดยคุณสมบัติหลักๆ ของบัตรนี้คือ ไปได้ทุกที่ ทุกสถานีของรถไฟเอกชนที่ให้บริการในภูมิภาคคันไซ ประกอบไปด้วย Hanshin, Hankyu, Nankai และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงรถเมล์สายต่างๆ ที่มีสติ๊กเกอร์แม่มด (เราจะได้เห็นในตอนต่อๆ ไป) แต่บัตรนี้ไม่สามารถใช้กับรถไฟสาย JR ได้นะครับ แต่การเดินทางตลอดทริปของเรานี้ก็แทบจะครอบคลุมทั้งหมดแล้ว รับรองว่าคุ้ม

ส่วนบัตร Kansai Thru Pass มีอยู่ 2 ราคาคือ แบบ 2 (3,800 เยน) และ 3 วัน (5,000 เยน) โดยเราไม่ต้องใช้วันติดต่อกันก็ได้ สะดวกวันไหนก็ใช้วันนั้น หลังบัตรจะมีบอกไว้ครับ หลังจากได้บัตรมาแล้วเราก็เดินทางกันเลย

130

ในวันแรกนี้พอมาถึงสนามบินนานาชาติคันไซแล้วเราจะนั่งรถเพื่อเข้าเกียวโตเลยครับ ด้วยการนั่งรถไฟฟ้าจากสนามบินไปลงที่สถานีนัมบะ (Namba) เดินทางตอนเช้าคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

K109

มาลงที่สถานีนัมบะก็แวะหาอะไรทานกันก่อนครับ ท้องฟ้าในโอซาก้าวันนี้ไม่ดีเอาเสียเลย

110
ในสถานีนัมบะมีร้านอาหารเต็มไปหมดครับ เลยตัดสินใจเลือกร้านราเม็ง รสชาติฝากท้องได้เลย จานที่ผมสั่งเป็นโซบะเย็นราดด้วยไข่ดิบ

K108
พออิ่มท้องเรียบร้อยก็เดินทางจากสถานีนัมบะ (Namba) ไปยังสถานีอุเมดะ (Umeda) ครับ สถานีนี้เปรียบได้กับหมอชิตบ้านเรา เพราะทั้งเกียวโต โกเบ เองก็ขึ้นรถจากสาย Hankyu Kyoto Line สถานีอุเมดะนี่แหละ ด้วยความไม่คล่องตัวเพราะต้องแบกกระเป๋าหลายใบผมเลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพบรรยากาศสถานีเอาไว้เลย แต่เอาเป็นว่าเรานั่งสาย Hankyu Kyoto Line มาลงที่สถานี คาราซุมะ (Karasuma)

115
เมื่อมาถึงสถานีคาราซุมะแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการเช็คอินเข้าโรงแรมก่อนครับ เวลานี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงพอดี น่าจะเข้าไปได้แล้ว ที่พักในเกียวโตผมชื่อว่า Station Ryokan Seiki เป็นโรงแรมเล็กๆ ระดับ 2 ดาว ที่อยู่ใกล้สถานีเกียวโต

126
เดินมาจากาภาพมะกี้ประมาณ 5 นาทีก็ถึงที่พัก Station Ryokan Seiki แล้วครับ โชคดีที่ได้เช็คอินเข้าห้องได้เลย ภาพนี้เป็นบรรยากาศนอกหน้าต่างของโรงแรมครับ อากาศกำลังเย็นสบายอยู่ที่ 16 องศา

118
ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเลยคิดว่าวันนี้เที่ยวชิวๆ กันแถวที่พักกันก่อนครับ และที่ผมนึกถึงแรกๆ เลยก็คือหอคอยเกียวโตนี่แหละ ใกล้สุดแล้ว ค่าขึ้นหอคอยอยู่ที่ 770 เยน

116
บนหอคอยนี้มีความสูงถึง 100 เมตรสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ได้ 360 องศา โดยช่วงกลางคืนจะเห็นอาคารเปิดไฟสวยงามไม่น้อย อีกทั้งยังอนุญาติให้ใช้ขาตั้งกล้องได้ด้วย

117
บริเวณรอบๆ แต่ละด้านมีกล้องส่องทางไกลติดตั้งเอาไว้ด้วย และด้านบนกระจกมีสติ๊กเกอร์กำกับไว้ว่าถ้าเราส่องไปด้านนี้จะพบกับสถานที่เที่ยวไหน ยกตัวอย่างในภาพนี้ ถ้าเรามองตรงไปอีก 2.5 กิโลเมตรจะพบกับศาลเจ้าฟูชิมิอินารินั่นเอง

120
กิจกรรมหลักๆ ของหอคอยเกียวโตมีเพียงเท่านี้ กลับลงมาที่สถานีเกียวโตเจอร้านทาโกะยากิชื่อดัง กินดาโกะ (Gindaco) เข้าให้ ในประเทศไทยมีร้านอยู่ในเอสพลานาดกับเซ็นทรัลลาดพร้าว ครั้งนี้มาถึงประเทศต้นตำรับแล้วก็ต้องจัดไป

112
ชิ้ง….จัดมาแล้วสองถ้วยครับ ราคาอยู่ที่ถ้วยละ 620 เยน ได้ 8 ลูก ตอนที่ไปสั่งเป็นช่วงที่มีโปรโมชั่นราดซอสเมนไตโกะหรือไข่ปลาคอดด้วย รสชาติไม่ต้องบรรยาย อาจจะร้อนไปสักนิดแต่เวลากัดเข้าไปให้รสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน หนวดปลาหมึกยักษ์ชิ้นโต แนะนำให้ทานคู่กับต้นหอมญี่ปุ่น รับรองฟินสุโค่ย ระหว่างพิมพ์ไปนี้ผมถึงกับเปรี้ยวปากกันเลยทีเดียว

113
ตอนกลางคืนไปเดินย่อยกันที่ถนนคนเดินเทรามาจิ (Teramachi Street) โดยลงที่สถานีชิโจ (Shijo)

114
ลักษณะของร้านค้าจะแบ่งเป็นหลายๆ ซอยครับ แต่ละซอยก็ลึกเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายแนว สายช้อปทั้งหลายถ้าได้เดินรับรองยิ้มกันถ้วนหน้า

125
ร้านเกมและพวกกาชาปองก็เห็นได้เป็นระยะๆ

123
ผมไม่ค่อยสันทัดในการช้อปเท่าไหร่อันนี้ต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของสาวๆ ส่วนตัวผมมาเดินถ่ายภาพตามตรอกก็เจอกับศาลเจ้านิชิกิ เทนแมนกุ (Nishiki Tenmangu Shrine)

122
ดูจากภายนอกเหมือนเป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมพอควรเลยเพราะเห็นคนญี่ปุ่นเข้ามาเยอะมาก สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นศาลเจ้าที่ดูขลังดีครับ

K132
ในบริเวณศาลเจ้ามีรูปปั้นวัวตั้งเอาไว้ เห็นคนญี่ปุ่เข้าไปลูบที่วัวว่ากันวันจะเพิ่มพูนความโชคดี

119
การมีศาลเจ้าอยู่ในตลาดเป็นเรื่องน่าทึ่งมากก็ยังมีวัดอยู่ด้วย แถมด้านในยังมีพระองค์โตท่ามกลางห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงาม วัดนี้ชื่อวัดไซกันจิ (Seigan-ji Temple) ผมไปตอนที่วัดกำลังจะปิดพอดี เลยขอเขาเข้าไปถ่ายได้มาภาพนึง

128
หลังจากเดินเที่ยวถนนคนเดินเทรามาจิเมื่อมาถึงที่พัก ทางเจ้าของเขาก็ได้แนะนำร้านอาหารให้ครับ ชื่อร้านซาโต้ Sato Restaurant เขาบอกว่าเป็นร้านที่คนเกียวโตเองก็ชอบกิน ผมก็เลยจัดไปครับ

fhd

แผนที่ร้านตามที่ได้สอบถามมา ตัวร้านอยู่ใกล้สถานีคุโจ (Kujo Station) เดินเอาได้ไม่ไกลเท่าไหร่

127
บรรยากาศภายในร้านครับ ดูสะอาดดี แสงไฟสว่างและมีการแยกส่วนที่นั่งสูบบุหรี่กับไม่สูบบุหรี่เอาไว้ การสั่งเมนูสามารถจิ้มที่แท็บเล็ตได้เลย แถมราคาก็มิตรภาพเอามากๆ แต่เพราะผมหิวมากเลยลืมถ่ายเมนูของร้านมาให้ดู

129
ผมสั่งชุดนี้มาครับ เป็นชุดข้าวหน้าทะเลรวม อุด้ง ไข่ตุ๋น ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน ราคาโดยรวมส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ประมาณ 1,000 เยน ขึ้นไป

K135
มาดูเมนูอื่นๆ ที่สั่งกันบ้าง อันนี้ชุดข้าวหน้าหมู บูตะด้ง มีไข่ออนเซ็นด้วย เวลาทานให้ตีไข่ให้แตกเข้ากับข้าวและเนื้อ เวลาทานจะได้ความหอมมันไปเต็มๆ

K134
ข้าวหน้าไก่ โอยาโกะด้ง

K131
วันแรกเดินทางมาทั้งวัน ก็เริ่มเพลียกันแล้ว ถึงเวลานอนแล้ว และนี่คือสภาพห้องนอนรวมของโรงแรม ตัวห้องไม่ได้ง่อยเท่าไหร่ แต่ห้องน้ำเล็กมาก เดือนพฤศจิกายนอากาศช่วงกลางคืนอยู่ที่ประมาณ 10 องศา ไหนๆ ก็มาอยู่ประเทศแห่งแฟชั่นกันแล้วก็ขอนอนอย่างมีสไตล์กันหน่อย

ตอนหน้าผมจะพาไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของเกียวโตกัน รับรองว่าสนุกและได้รับชมภาพงามๆ เหมาะแก่การตามรอยอย่างแน่นอนครับ

One Response

  1. lull
    | Reply

    love your first shot at the airport ka.will be follow some place you been naka.many tks for the information its usefulled ka

Leave a Reply