Kansai Trip Part 5 : One Day Trip in Kobe

with 1 Comment

มาถึงตอนที่ 5 ของทริปคันไซกันแล้ว ในตอนนี้เราจะเปลี่ยนบรรยากาศจากที่มีแต่วัดและใบไม้เปลี่ยนสีกันบ้าง เดี๋ยวจะเลี่ยนซะก่อน วันนี้เราจะไปเที่ยวเมืองโกเบกัน หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้จักเมืองนี้แค่ชื่อของเนื้อชั้นดีเท่านั้น แต่ความเป็นจริงโกเบมีอะไรที่น่าค้นหากว่านี้มาก ถึงขนาดที่ว่าระหว่างที่กำลังแต่งภาพเมืองโกเบยังอยากจะซื้อตั๋วไปซ้ำอีกรอบกันเลยทีเดียว มาดูกันว่าเมืองท่าแห่งภูมิภาคคันไซมีอะไรที่จะทำให้เราประทับใจกันบ้าง ตามมาเลย

001

มาทำความรู้จักกับเมืองนี้กันสักหน่อย โกเบ เป็นชื่อเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ อยู่ทางซ้ายของเมืองโอซาก้า เป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะการค้าขายกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างมากมายจนทำให้เมืองโกเบได้รับวัฒนธรรมตะวันตกผสมผสานกันอย่างลงตัว ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าจะเห็นพวกบ้านเรือนต่างๆ หรืออาหารการกินดูละม้ายคล้ายคลึงกับสไตล์ยุโรป ซึ่งเมืองท่าอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่นอย่างนางาซากิหรือโยโกฮาม่าบรรยากาศก็จะเป็นแนวผสมกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าชาติไหนที่มาค้าขายด้วย

สำหรับการเดินทางไปยังโกเบนั้นง่ายมาก ให้เริ่มจากโอซาก้า สถานีอุเมดะ (Umeda) วิธีการคล้ายกับตอนที่ไปเกียวโตนั่นแหละ แต่ครั้งนี้ให้ขึ้นสาย Hankyu Kobe Line โดยใช้บัตร Kansai Thru Pass มาลงที่สถานี Hankyu Sannomiya ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง

002

ถึงสถานี Sannomiya แล้ว วันนี้ฟ้าสดใสมาก ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ให้เดินออกมาด้านนอกสถานีก่อนเลยเพราะเราจะไปนั่งรถรอบเมืองกัน

003

ในเมืองโกเบเองเราสามารถเดินทางไปยังสถานที่ได้ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งก็ต้องทำความเข้าใจเส้นทาง แต่ถ้าใครที่มีเวลาน้อยอย่างเช่นผมเองที่มาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับไม่ได้ค้างคืนก็ขอแนะนำให้ใช้บริการรถ City-Loop Bus เพราะรถคันนี้จะวิ่งรอบตัวเมืองโกเบและผ่านสถานที่เที่ยวสำคัญเกือบทุกแห่งในราคาเหมา 1 วัน จะขึ้นกี่รอบก็ได้แค่ 700 เยน สามารถซื้อตั๋วและขึ้นได้เลยที่สถานี Sannomiya ตัวรถจะวิ่งตั้งแต่ 9 โมงเช้า – 6 โมงเย็น ดังนั้นควรวางแผนแต่ละสถานที่ให้ดี หากเที่ยวเพลินตกรถขึ้นมาอาจจะต้องเสียค่าแท็กซี่แทน

004

สถานที่แรกที่ผมมาด้วยรถ City-Loop Bus คือย่านบ้านพักชาวต่างชาติ (Kitano Ijikan) ลงป้ายหมายเลข 10 ในอดีตชาวตะวันตกมักจะมาทำธุรกิจการค้าขายกับชาวญี่ปุ่นที่โกเบแห่งนี้เนื่องจากเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ดังนั้นจึงมีที่พักใกล้กับแถบท่าเรือ ต่อมาเมื่อมีการค้าขายมากขึ้น ชาวตะวันตกจึงมีการปลูกบ้านตามเนินเขาขยับขยายพื้นที่ซึ่งก็คือย่านคิตาโนะแห่งนี้

005

ลักษณะของการเดินเที่ยวย่านคิตาโนะจะแบ่งเป็นซอยต่างๆ ตามเนินเขา เวลาเดินจะชันนิดนึง แนะนำให้เดินทางด้านบนก่อน

006

อย่างที่บอกไปว่าทางเดินค่อนข้างชัน พอมาเจอจุดนี้แล้วรู้เลยว่าสร้างที่นั่งไว้ทำไม สำหรับคนสูงอายุที่ใครที่เหนื่อยง่ายถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ต้องรีบนะ

007

ตามทางเดินเราสามารถเห็นฝาท่อได้เป็นปกติแต่ที่ญี่ปุ่นมีความพิเศษตรงที่ลายฝาท่อจะมีลวดลายตามจังหวัดนั้นๆ คนที่ไปญี่ปุ่นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าต้องถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก

008

ระหว่างเดินอยู่เห็นของหวานประจำถิ่นอย่างคิทแคทรสโกเบพุดดิ้ง และพุดดิ้งราดคาราเมล ใครที่ยังไม่เคยลองก็ซื้อมาชิมกันได้

009

เดินมาสักพักก็เจอกับพิพิธภัณฑ์แล้ว สำหรับย่านคิตาโนะแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดอยู่ 9 แห่ง การจะเข้าไปชมแต่ละแห่งก็ต้องซื้อตั๋วเข้าชมหรือซื้อแบบเหมาโดยคิดราคา 4 แบบด้วยกันคือ

เข้า 3 แห่ง ราคา 1,300 เยน

เข้า 4 แห่ง ราคา 2,000 เยน

เข้า 5 แห่ง ราคา 2,200 เยน

เข้า 9 แห่ง ราคา 3,500 เยน

ด้วยเวลาที่จำกัดผมเลยซื้อแบบเข้า 5 แห่ง โดยเริ่มที่แรกคือ Uroko Museum

Uroko Museum เป็นคฤหาสต์ทรงยุโรปที่มีจุดเด่นคือป้อมแฝดโดดเด่นเป็นสง่าท่ามกลางพื้นที่เป็นสวนกว้างที่จะเห็นรูปปั้นรูปหมูป่าตั้งอยู่ หมูป่าตัวนี้ชื่อ Porcellino มีความเชื่อว่าหากใครลูกจมูกจะได้รับพรแห่งความโชคดี

011

ผนังลายเกล็ดปลา เอกลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตาต่อนักท่องเที่ยวทุกคน

015

ด้านในมีการจำลองห้องทำงานต่างๆ เอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างก็ยังเป็นของเดิมๆ ทำให้เราได้เห็นถึงกลิ่นอายการอยู่พักอาศัยของชาวตะวันตกได้อย่างชัดเจน

010

กิจกรรมยอดฮิตเวลานักท่องเที่ยวมาคือการใส่ชุดสไตล์ยุโรปถ่ายคู่กับอาคารราวกับอยู่ต่างประเทศ

014

หลังต่อมาคือ Yamate Hachibankan เป็นคฤหาสน์สไตล์ทิวดอร์ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายยุคเมจิ จัดแสดงพวกประติมากรรมและงานศิลปะหลายชนชาติเอาไว้

013

โดยหนึ่งในศิลปะที่เราคุ้นเคยนำมาจัดแสดงก็คือพระพุทธรูป

016

ห้องนอนจำลองสุดหรูหราอลังการ

017

อดีตกงสุลจีน (Former Chinese Consulate) สำหรับหลังนี้ถึงไม่บอกว่าจากประเทศไหนก็เดาได้ไม่ยากเพราะพวกเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบอกกลิ่นอายความเป็นจีนได้เป็นอย่างดี

018

ฝาท่ออีกแบบ คราวนี้มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม มีรูปแลนด์มาร์คอย่างโกเบพอร์ททาวเวอร์ชัดเจน

020

Weather Cock House คฤหาสน์ทรงโกธิคสร้างจากอิฐสีแดงพร้อมกับตราไก่บนยอดหลังคา เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งของย่านนี้ก็ว่าได้

022

อีกหนึ่งมุมมหาชนของนักท่องเที่ยวคือการถ่ายภาพ Weather Cock House หันออกไปเห็นเมืองโกเบระยะไกล ให้เดินขึ้นไปทางที่เป็นศาลเจ้า ด้านบนสุดจะเห็นมุมนี้เลย

021

รูปปั้นชาวต่างชาติในอิริยาบถต่างๆ เห็นได้ทั่วไปแถวๆ Weather Cock House

023

ที่ลานนี้คล้ายกับลานกิจกรรมที่ให้คนมาทำอะไรก็ได้ อย่างตอนที่ผมไปมีแสดงมายากลจากลิง น่ารักดี ใครชอบก็ให้เงินเป็นสินน้ำใจ ส่วนที่เห็นในภาพไกลๆ ก็มีพวกศิลปินวาดภาพเหมือนเยอะเหมือนกัน

024

ถ้าพูดถึงขนมแล้วก็ต้องยกให้ชีสเค้กเป็นอันดับหนึ่งเลย ในย่านนี้มีชีสเค้กรสชาติดีให้เราเลือกซื้ออยู่หลายร้าน อย่างร้านนี้ราคา 1,400 เยน แต่ได้ทั้งบาร์เลย รสชาติกลมกล่อมหอมกลิ่นนมและชีสสุดๆ แถมยังได้ปริมาณเยอะมาก กินกัน 5 คน ได้สบายๆ สาวกชีสเค้กทั้งหลายไม่ควรพลาด

019

ไม่มีใครไม่รู้จักกาแฟแบรนด์ที่ชื่อว่า สตาร์บัคส์ โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่รู้ว่าชอบดื่มที่รสชาติหรือเป็นแฟชั่นกันแน่ แต่แบบไหนก็ช่างที่โกเบก็มีร้านไว้บริการเป็นที่เรียบร้อย รับรองว่าด้วยบรรยากาศและการตกแต่งของร้านยิ่งทำให้นักดื่มกาแฟตัวยงทั้งหลายต่างหลงรักมากขึ้นเป็นกอง

025

แค่ย่านคิตาโนะถ้าเดินแบบละเมียดก็กินเวลาไปเป็นครึ่งวันช่วงเย็นของวันนี้จากสถานีย่านบ้านพักชาวต่างชาติ (Kitano Ijikan) ป้ายหมายเลข 10 มาลงป้ายหมาย 17 คือสวนเมอริเคน (Meriken Park) ที่สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ติดอ่าวโกเบ ในอดีตบริเวณนี้เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งในเมื่อปี 1995 แต่ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่สำคัญของคนในคนพื้นที่ที่ช่วงเย็นมักจะมาเดินรับลมเย็นๆ หรือทำกิจกรรมออกกำลังกายในบรรยากาศสุดชิว

026

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสวนเมอริเคน จะเห็นอาคารโครงสร้างประหลาดเรียกกันว่าพิพิธภัณฑ์โกเบมาริไทม์ (Kobe Maritime Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับเรือต่างๆ และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความเป็นมาของบริษัทคาวาซากิอีกด้วย (ไหนใครเป็นสาวก ER6N ยกมือขึ้น)

และนี่คือตัวอย่างเรือที่นำมาจัดแสดง เรือ Yamato 1 ครั้งแรกถึงกับตกใจว่านี่มันออกมาจากในการ์ตูนหรืออย่างไร ภาพในวัยเด็กผุดขึ้นมาจากหัวเลย เพราะการออกแบบที่ไม่เหมือนเรือทั่วๆ ไปทำให้เวลานักท่องเที่ยวเดินผ่านมาบริเวณนี้ต่างหยุดทึ่งเป็นไม่ได้ นอกจากเรือลำนี้แล้วยังมีเรือลำอื่นๆ จัดแสดงอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์อีกมาก

783

ช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตก ผมเดินมาฝั่งตรงข้าม เรียกกันว่า Umie Masaic ศูนย์การค้าริมทะเลขนาดใหญ่ ดูละม้ายคล้ายคลึงกับเอเชียทีคบ้านเรามากเพราะติดริมแม่น้ำ มีร้านอาหาร ร้านขายของ แถมยังมีชิงช้าสวรรค์ซะเหมือนเป๊ะ

027

ชิงช้าสวรรค์ที่ตั้งข้างศูนย์การค้า มีความสูงถึง 50 เมตร สามารถขึ้นไปชมวิวของโกเบได้ 360 องศา ช่วงเย็นตัวชิงช้าจะเปิดไฟสลับสีสวยงาม เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพไฟกลางคืนโดยโดยเฉพาะตอนที่กำลังหมุน ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้ต่างจากที่อื่นๆ ตรงที่มีการนำตัวละคร โดคินจัง จากอันปังแมนมาตกแต่งลวดลายภายนอกกระเช้า สาเหตุที่เป็นลายอันปังแมนก็เพราะว่าพิพิธภัณฑ์อันปังแมนตั้งอยู่ข้างๆ ชิงช้าสวรรค์นั่นเอง

028

Concerto เรือสำราญประจำฮาร์เบอร์แลนด์ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการได้ด้วยการล่องเรือชมทัศนียภาพของอ่าวโกเบ ด้านในเป็นร้านอาหารจีนโดนเชฟ Chung Chi Wing ที่ถนัดการปรุงอาหารจีนกวางตุ้งแต่ใช้วัตถุดิบแบบญี่ปุ่น ถ้าใครอยากสัมผัสความโรแมนติคก็จองกันได้ เรือออก 4 เวลา คือ 12.00 – 13.45 น., 15.00 – 16.30 น., 17.10 – 18.55 น., 19.20 – 21.05 น.

029

อีกจุดสำคัญที่ต้องไม่พลาดคือภาพระยะไกลที่เห็นคือโกเบ พอร์ททาวเวอร์ แลนด์มาร์คประจำเมืองโกเบกับหอคอยรูปทรงกลองสีแดงสดสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1963 มีความสูง 108 ด้านในเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารและที่ขาดไม่ได้คือจุดชมวิวรอบเมือง น่าเสียดายที่เวลาไม่พอ ทั้งที่อยากขึ้นมาก

031

พอฟ้ามืดสนิทบนภูเขาหากสังเกตดีๆ จะเห็นไฟประดับเขียนว่าโกเบอยู่ เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่สะดุดตากับช่างภาพอย่างผมมาก

030

หันขวาจะเห็นสะพานสีแดงอยู่ไกลๆ ไม่รู้เป็นสะพานอะไรเหมือนกันแต่สวยไม่ใช่เล่น

032

เที่ยวจนหมดวันแล้วช่วงกลางคืนก็ได้เวลาหาอะไรทานกันดีกว่า ถ้าพูดถึงเวลาที่เรามาเที่ยวโกเบของขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้น เนื้อโกเบ โดยคนญี่ปุ่นเรียกกันว่าวากิว เนื้อชนิดนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงมันแทรกเยอะจนเป็นลายหินอ่อนให้รสสัมผัสเวลา เคี้ยวเหมือนกับละลายในปาก วากิวที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นมีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่ผมเคยได้ยินสมัยก่อนจนติดหูคือเนื้อมัตสึซากะแห่งจังหวัดมิเอะ แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวัวสายพันธุ์ทาจิมะแห่งโกเบกัน

โดยปกติแล้วเวลาเรามาเที่ยวโกเบและต้องการจะหาร้านเนื้อระดับเทพก็ไม่ยาก เลยเพราะหลายๆ ร้านในจังหวัดมีเนื้อโกเบไว้บริการอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเริ่มคุณภาพเนื้อที่ระดับ A4 ถึง A5 ดังนั้นจึงการันตีความอร่อยได้อย่างแน่นอน

การจัดเกรดเนื้อ
(A คืออัตราการให้เนื้อ แบ่งได้ 3 ระดับ คือ A B C ส่วน เลข 4 หรือ 5 คือคุณภาพเนื้อ โดยมีหลักเกณฑ์ดูจากไขมันที่แทรกเป็นหลัก เมื่อแยกทั้งหมดจะได้ 15 ระดับ ตั้งแต่ C1 ไปจนถึง A5)

ถึงจุดนี้ก็พอจะรู้จักกับเกรดของเนื้อวากิวกันแล้ว ทีนี้เรามาเข้าร้านกันดีกว่า ตัดสินใจเลือกร้าน Steak Land ร้านยอดนิยมของคนไทย ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Sannomiya

ด้วยความหิวผมจึงได้ทันได้ถ่ายหน้าร้านมาแต่บอกได้ว่าบรรยากาศร้านดูดีทีเดียว คล้ายกับร้านเนื้อย่างบ้านเรา แต่ที่นี่เขามีโต๊ะนั่งที่สามารถเห็นเชฟนั่งทำแบบเรียลทามได้เลย โดยเมนูของทางร้านจะมี 2 แบบให้เลือกคือ
1.Satisfying Set จะได้เนื้อวากิว ซุป ผักย่าง สลัด ข้าวหรือขนมปัง และกาแฟ ราคาเริ่มต้นที่ 2,880 เยน – 7,980 เยน ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของเนื้อ

2. Steak Dinner เป็นชุดที่แพงขึ้นมาอีกนิด ราคาเริ่มต้นที่อยู่ 4,480 เยน – 9,480 เยน สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือ ซีฟู้ดย่างกับของหวาน

รอบนี้ผมสั่งแบบ Steak Dinner เมนู Special Kobe-Beef Loin Steak Dinner ราคา 7,980 เยน

ดูเมนูและราคาของร้าน Steak Land ได้ตามลิ้งค์ >> http://steakland.jp/content.html#menu

783

เข้ามาในร้าน มองไปรอบๆ เห็นเชฟโต๊ะอื่นนั่งผัดเนื้อกันอย่างเมามัน กลิ่นเนื้อหอมๆ คละคลุ้งเต็มร้านไปหมด โอ้ว หมดกัน…เสื้อกันหนาวที่เพิ่งจะใส่ได้วันแรกกลับติดกลิ่นเนื้อแน่นทนนานเลย -w-” ทันใดนั้นเองเชฟในลุคเด็กเนิร์ดราวกับจะไปสอบโอเน็ตก็มาประจำที่พร้อมอุปกรณ์คู่กายและถาดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผักนานาชนิด ว้าว เรากำลังจะได้กินเนื้อวากิวแล้ว? สมองเริ่มสั่งการความหิวเต็มเปี่ยม

033

ไม่รอช้า เชฟเริ่มบรรเลงพวกผักย่างก่อนเลย จากนั้นผมซึ่งสั่งแบบ Dinner Set คนเดียวก็ได้รับกุ้งลายเสือหนวดปลาหมึกและหอยเชลล์ตามที่ในเมนูแจ้งไว้ว่า Dinner Set จะได้ซีฟู้ดด้วย (ตอนผัดกุ้งลายเสือยังมาแบบเป็นๆ อยู่เลย)

034

เสร็จพวกผักและเครื่องเคียงแล้วก็มาถึงจานหลัก บรรดาเนื้อที่สั่งมาถูกวางไว้ที่โต๊ะอย่างเรียบร้อย จากนั้นเชฟจะเริ่มถามแต่ละคนละว่าอยากได้ความสุกของเนื้อระดับไหน แน่นอนว่าผมสั่งระดับแร์

ระดับความสุขของสเต็ก สำหรับคนที่ไม่รู้จะสั่งระดับไหนดี

บลู แรร์ (Blue Rare) : สุกแค่ผิวเนื้อด้านนอก ด้านในยังดิบแบบเป็นสีแดงเกือบทั้งชิ้น สายดิบเรียกพี่ แบบสะดุ้งไฟเนื้อด้านนอกเล็กน้อย แต่ด้านในยังมีเลือดอยู่ ถ้าเป็นเนื้อที่หน้าหน่อยจะเห็นสีแดงชัดเจน

แรร์ (Rare) : เหมือนบลูแรร์แต่ผิวนอกจะสุกขึ้นมาอีกนิด ส่วนตัวชอบแบบนี้

มีเดียม แรร์ (Medium Rare) : ผิวนอกเริ่มเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ และเนื้อด้านในอมชมพู

มีเดียม (Medium) : เป็นแบบที่คนไทยนิยมเลือกมากที่สุด เพราะให้ความฉ่ำที่พอดีแถมเนื้อด้านในที่สุกมากขึ้นทำให้เป็นที่ถูกใจของคน ไม่ทานเนื้อดิบ

ดัน (Done) : ย่างแบบให้เนื้อสุกทั่วถึงกัน แต่ยังคงหลงเหลือเนื้อสีชมพูเล็กน้อย เรียกกว่าสุกเกือบหมดละ

เวลดัน (Well Done) : เนื้อสุกจนหมดไม่เหลือความฉ่ำเลย เป็นแบบที่เคี้ยวยากเพราะเนื้อค่อนข้างแห้งและเหนียวที่สุดถ้าเนื้อที่เลือก ทานเป็นแบบไม่ติดมันเลย

035

เนื้อแต่ละชิ้นมีการสั่งความสุกในระดับที่ต่างกันแต่เชฟก็จัดแจงได้อย่างรวดเร็วว่าเนื้อชิ้นไหนใช้เวลาย่างเท่าไหร่

036

จังหวัดที่กำลังตัดชิ้นเนื้อพอดี ถ้าจำไม่ผิดส่วนที่กำลังซอยอยู่น่าจะเป็นชิ้นของผมเอง เนื้อในกำลังแดงสวยทีเดียวเชียว

037

ถ่ายให้เห็นเชฟกำลังงานแบบชัดๆ กำลังตัดเนื้อยิกๆ เลย ส่วนตัวทุกคนที่มาโอเคกับเชฟคนนี้นะ ขี้เล่นแถมมีท่าตลกให้เราดูและยังใจดีให้เราถ่ายภาพได้ในหลายช็อตอีกด้วย

038

ตัวอย่างหน้าตาจานของพี่ที่ไปด้วยกันสั่งมา จานผมหมดไปนานแล้ว ฮ่าๆ จานนี้พี่เขาเลือกแบบเวลดัน แต่เสียงตอบรับกลับดีอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อพี่เขาบอกว่าตอนแรกนึกว่าเนื้อจะเหนียวแต่เวลากัดเข้าไปกลับนุ่มอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งไขมันลายหินอ่อนระดับ A4 ขึ้นไปช่วยสร้างความต่างได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

สรุปได้ว่าร้านสเต็กแลนด์อาจจะไม่ใช่ร้านที่แพงและดีที่สุดแต่รสชาติที่ได้ทานทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยโคตะระ แบบเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทานเนื้อทานเนื้อก็ควรที่จะลองชิมเนื้อโกเบดูสักครั้ง ไม่งั้นคุณอาจจะเสียใจที่พลาดเนื้อที่ดีที่สุดในโลกไปก็ได้

One Response

  1. Renge
    | Reply

    หิวเนื้อ!!

Leave a Reply