Doi Luang Chiang Dao Part 1

with No Comments

จะว่าไปแล้วถือว่าห่างหายไปค่อนข้างนานทีเดียวกับประสบการณ์ในการเดินป่าปีนเขา เพราะในช่วงหลังๆ มานี่รู้สึกว่าการถ่ายภาพแต่ละครั้ง รถจะถึงที่ตลอด ก่อนที่จะง่อยแดกไปมากกว่านี้ ว่าแล้วก็หาแรงบันดาลใจท่องเที่ยวกันสักหน่อย แจ็คพอตก็เลยหล่นมาที่ดอยหลวงเชียงดาวพอดีเพราะเพื่อน (ไอ่อ๊อดเจ้าเก่า) มันดันพิมพ์ขึ้นมาชักชวนว่าใครอยากไปเดินดอยหลวงเชียงดาวบ้าง ไอ่เราก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของดอยนี้มาเยอะ เพราะจัดว่าเป็นดอยที่มาแรงแซงดอยอื่นๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แม้ได้ยินข่าวว่าจะเดินไกลเดินเหนื่อยจนต้องร้องขอชีวิต แต่ด้วยความสวยงามของสถานที่รวมไปถึงกระแสโซเชี่ยลจากภาพเทพๆ ของช่างภาพหลายคนที่ถ่ายเอาไว้โคตะระสวย ผมจึงไม่พลาดที่จะตอบตกลงไปในทันที นั่นจึงเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมา

12642778_1035483393159894_5843709669882131673_n

ก่อนจะเริ่มเรามาทำความรู้จักกับดอยหลวงเชียงดาวเพิ่มกันอีกสักนิด ดอยเชียงดาว เป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งลูก มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนรูปกรวยคว่ำสูง 2,275 เมตร จากระดับน้ำทะเล อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านในละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าสูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์และผ้าห่มปก อันที่จริงในภาพการแสดงความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ edtguide ได้ทำเอาไว้ ทั้งหมด 12 แห่งผมเคยไปเขาช้างเผือกมาที่เดียวเอง เรียกว่าพัฒนาการก้าวกระโดดมาก จากอันดับสิบสองไปสองเลย ถามว่าเตรียมตัวพร้อมแค่ไหน บอกเลยว่า “ไม่”

d01

เรื่องความพร้อมของร่างกายไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ยังไงก็ต้องไหวสินะ เริ่มกันเลยในทริปนี้เราใช้บริการลักษณะทัวร์ครับโดยเลือกของ >> เชียงดาวแคมป์ปิ้ง << จากความเห็นของอ๊อดมันบอกว่าดูแล้วเหมือนจะโอเคและน่าจะเข้าใจจิตใจช่างภาพได้ดีจากรีวิวที่ผ่านๆ มา ก็เลยเลือกกัน ซึ่งเพจนี้มีพี่อาร์ตเป็นผู้ดูแลอยู่ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้โดยคลิ๊กที่ชื่อเลย

จุดแรกเมื่อสมาชิกมาพร้อมกันที่สถานีจนส่งอาเขต เราทั้งหมดนั่งสี่ล้อแดงมาลงที่ค่ายเยาวชนเชียงดาวอันเป็นจุดนัดพบแรกของทริป โดยในวันที่ไปถึงบริเวณนั้นเพิ่งจะจัดงาน Shambara in your heart เสร็จไปหมาดๆ ไอ่งานที่ว่าเป็นเทศกาลดนตรีของพวกต่างชาติ ดูน่าสนใจทีเดียวสำหรับการมาปีหน้า

d03

การเตรียมตัวทำไปเรื่อยจนถึงประมาณ 7 โมงเช้า รถของเชียงดาวแคมป์ปิ้งก็มาถึงแล้วพร้อมสำหรับการเตรียมรับลูกทัวร์ ซึ่งพี่อาร์ตและลูกหาบเขาจะให้เราตรวจสอบอีกรอบว่าสิ่งของอันไหนควรเอาไปไม่ควรเอาไป อย่างกระเป๋าผม (ใบดำ) นั้นหลักๆ มีกล้อง เสื้อผ้า ลูกอมและน้ำนิด แบกคนเดียว ชั่งน้ำหนักมาจากบ้านประมาณ 12 กิโล ส่วนถุงนอนให้ลูกหาบแบกไป

d04

สภาพการจัดแบ่งของนัวสุดฤทธิ์ กระเป๋าและของสำหรับให้ลูกหาบแบบคือเยอะมาก

d05

ใช้เวลาพอควรหลังจากจัดกระเป๋าเสร็จก็ได้เวลาขึ้นรถกระบะกันเสียที การเดินทางจากค่ายเยาวชนเชียงดาวไปทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว – อ่างสลุง นั้นประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ความสุดติ่งคือทางมันวิบากมิใช่น้อย ตูดระบมกันเป็นทิวแถวแถมระหว่างทางยังเจอฝูงผึ้งจากไหนไม่รู้อีก

d06

เมื่อมาถึงบริเวณทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาว – อ่างสลุง ทางทีมงานก็แจกข้าวกล่องและน้ำเปล่าคนละสองขวดเป็นการเติมพลังก่อนเดิน โชคดีที่เวลานั้นอยากกินข้าวมันไก่พอดี เปิดมาถึงกับร้อง ฮ่าๆ เสียอย่างเดียวคือน่าจะเปลี่ยนเนื้ออกเป็นเนื้อสะโพกนะ

d08

ระหว่างทานไปพี่อาร์ตแกก็บรรยายถึงรายละเอียดก่อนเดินสักเล็กน้อย ตั้งแต่รายละเอียดสภาพที่เราต้องเจอ ดอกไม้ สัตว์ป่าที่มีอยู่และที่สำคัญคือการล่าทางช้างเผือกอันเป็นหนึ่งในกิจกรรมของการมาครั้งนี้

d07

ก่อนเดินถ่ายภาพแผนผังมาให้ดูครับ เราอยู่กันที่ขุนห้วยแม่กอก คือเบอร์ 1 ทางขวามือสุดของแผนที่ ซึ่งจริงๆ แล้วการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้นสามารถขึ้นได้สองทาง อีกทางนึงคือขึ้นทางปางวัว เบอร์ 2 ซ้ายมือสุดของแผนที่ เส้นทางการเดินทางสองมีความแตกต่างกันคนละแบบ แต่ในทริปนี้เราจะเดินขึ้นทางขุนห้วยแม่กอกและลงทางปางวัวครับ

d09

ก้าวแรกของการเดินครับ…เหนื่อยแล้ว ฮ่าๆ ในช่วงแรกเป็นทางเดินปกติ เวลา ณ ขณะนั้นสิบโมงเช้าเป๊ะ อากาศในเดือนกุมภาพันธ์ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่

d10

ในช่วงต้นของการเดิน กับคนที่ไม่ได้มาเดินนานขนาดนี้ สิ่งรอบตัวก็มักจะน่าสนใจเสมอ เจอแสงไหนสวยๆ ก็ถ่ายตลอดทาง

d11

ผ่านป่าสนกลุ่มใหญ่

d12

มองไปทางซ้ายมือเจอเขาหินปูนตั้งอยู่ ได้สนเป็นกรอบภาพ เชื่อว่ามุมนี้คนที่มาเดินต้องถ่ายเก็บไว้

d13

ก็ยังคงมุมป่าสนเหมือนเดิมแต่อันนี้เป็นมุมที่มองย้อนกลับมา พอมีคนมาเป็นองค์ประกอบแล้วเพิ่มความอลังการให้ภาพขึ้นมากอีกนิดนึง

d15

ในภาพขณะนั้นเวลาประมาณ 11 โมงแล้ว แดดเริ่มแรงขึ้น ยอมรับเลยว่าโคตรร้อนเลยครับ น้ำที่พกมาก็หมดไปแล้วหนึ่งขวด สองข้างทางยังยังมีแต่ภูเขาและต้นไม้

d16

พี่บู นายแบบสุดหล่อประจำทริป แต่จะหล่อที่สุดเมื่อแกหันหลัง เป็นคนที่เดินถึกมากและนำหน้าทุกคนก้าวนึงเสมอ

d17

ในการเดินสักครั้งนึงนอกจากเราจะภูมิใจเมื่อเดินจนสุดทางแล้ว แต่ตำแหน่งที่น่านับถือที่สุดในทุกครั้งก็คือตำแหน่งลูกหาบนี่แหละครับ เพราะเขาก็คือคนร่วมเดินทางไปกับเรา แต่เขาแบกของเพื่อพวกเราด้วยน้ำหนักที่ฟังแล้วต้องเหลือเชื่อทุกครั้ง สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน เห็นจากภาพแล้วต้องยอมใจจริงๆ

d18

ไม่รู้ว่าหิวจนต้องกินกล้วยเพิ่มพลังหรือจะสื่อถึงการแจกกล้วยดี คือแบบว่าไม่ได้เหนื่อยนะ แต่อากาศแม่งโคตรร้อนเลย

d19

แม้ว่าจะบ่นยังไงแต่สุดท้ายก็ต้องก้าวต่อไป ระหว่างทางก็มีทั้งคนที่แซงเราและเราไปแซงเขา รวมถึงคนที่เดินสวนลงมา ทั้งหมดต่างก็พร้อมกันใจพูดโดยมิได้นัดหมายว่า “สู้ๆ นะครับ” เหลือนิดเดียว….

d20

เดินแบบไม่ยกกล้องถ่ายประมาณสองชั่วโมงก็มาเจอกับป้ายที่เขียนว่ากิ่วลมกับจุดกางเต็นท์อ่างสลุง สิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวอย่างแรกคือตอนดูรีวิวคนอื่นเขาบอกว่าถ้าเห็นป้ายนี้ก็แสดงว่าถึงจุดหมายแล้ว โอ้ววว จะได้นั่งกินข้าวเที่ยงดีๆ ละโว้ยยย

d21

แกะอาหารออกมาจากห่อ โอ้ว ผักสดคือเหี่ยวมาก เจอความร้อนอบไปซะขนาดนั้น อาหารมื้อกลางวันของเราคือลาบเมืองและข้าวเหนียวครับ กินเข้าไปแล้วเหมือนเกิดใหม่ อีกอย่างที่โหยมากคือโอวัลตินร้อนๆ อภินันทนาการจากเชียงดาวแคมป์ปิ้งโดยเฉพาะ

d22

ช่วงที่นั่งนอนเหยียดตัวตรงไม่เกรงใจใครพี่ลูกหาบก็มาถึงทีละคนสองคน คนนี้แบกแผงไข่มาด้วย สุดตีนจริงๆ

d23

พี่อาร์ตก็มาถึงเช่นกัน แกมาถึงก็จัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นเลย แข็งแกร่งจริงๆ พักบ้างเหอะพี่เอ้ย ว่าแล้วก็ถ่ายตอนพี่แกยิ้มอ่อนสักภาพ

d24

เมื่อสมาชิกกลุ่มผมมากันครบแล้ว (ทั้งหมด 7 คน) ด้วยความรีบร้อนราวกับวัยรุ่นอายุ 18 ก็ปากเร็วใจเร็วชวนกันขึ้นไปบนยอดดอยหลวงเชียงดาวกันเลย (คิดในใจหลังกลับมาจากทริปแล้วว่ากูจะรีบขึ้นไปทำไมวะ) ซึ่งเวลาในตอนนั้นยังบ่ายสามโมงครึ่ง ไอ่เราก็อยากเห็นของจริงว่ามันเป็นยังไง ส่วนพี่อาร์ตแม่งก็บิ๊วซะเหลือเกินว่าสวยๆ โดยจากจุดกางเต็นท์ต้องเดินขึ้นไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็ขึ้นสิครับรออะไร

d25

ทางขึ้นไม่ได้ยากมาก ก็ลาดชันตามสไตล์ มองกลับไปวิวสวยดีแหะ จุดเล็กๆ สีน้ำเงินนั้นคือเต็นท์เจ้าอื่นๆ ที่มากางไว้ คือดอยหลวงเชียงดาวเขาก็จำกัดนักท่องเที่ยวเหมือนกันครับ

d26

ระหว่างทางเจอดอกกุหลาบขาวเชียงดาวสีขาวสวยเด่นเป็นสง่าตัดกับสีท้องฟ้าชัดถึงขนาดที่ว่าไม่ได้ใส่ใจมองก็ยังเห็น ในเมื่อเชื้อเชิญขนาดนี้ก็ต้องถ่ายเก็บไว้ซะหน่อย

d27

ฮ้ดช่า!!! หลังจากเดินอีกหนึ่งเหนื่อยก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดดอยหลวงเชียงดาวเสียที งานนี้วางกระเป๋าและขาตั้งกล้องพร้อมทิ้งร่างโดยพลัน

d28

พอขึ้นมาถึงยอดปุ๊บผมกับอ้อดก็นอนหลับไปเลย มารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปสักสี่สิบนาที เพราะได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เริ่มขึ้นมาแล้วเหมือนกัน ด้วยความเขินอายจนทนไม่ไหว ก็เลยต้องตื่นมานั่งเฝ้าพระอาทิตย์ตกดินกับเขาบ้าง

d29

เป็นโชคดีของผมสินะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนที่ถ่ายภาพทั้งหมด การจับจองพื้นที่ในการถ่ายภาพก็เลยไม่ยากสักเท่าไหร่ ที่จริงในเวลานั้นผมเองก็ได้มุมถ่ายภาพที่คิดว่ามันโอเคแล้วล่ะ

d30

เบื้องหน้ามองไปไกลๆ จะเห็น ค้อเชียงดาวหรือปาล์มรักเมฆ เป็นหนึ่งในไม้เฉพาะถิ่นของดอยเชียงดาวโดยขึ้นตามเขาหินปูน ความเด่นของปาล์มชนิดนี้คือตัวต้นมีความสูงมาก

d65

ส่วนภาพนี้คือโฉมหน้าของดอยสามพี่น้อง คือเมื่อมองไปตรงๆ ก็จะเห็นยอดดอยทั้งสามเรียงรายกันจนเกิดเป็นสามพี่น้องนั่นแหละ

d64

นั่งรอแสงเย็นตามนิสัยของคนถ่ายภาพวิว แม้เกือบหกโมงเย็นแสงจะยังแรงแต่บนยอดนี้ลมก็แรงไม่แพ้กัน เลยจัดมาก่อนสักหนึ่งภาพ

d31

และอีกหนึ่งภาพด้วยการขยับมุมสักเล็กน้อย พร้อมกับพระอาทิตย์ใกล้ตกและแสงที่อบอุ่นมากกว่าเดิม น่าเสียดายที่เดือนกุมภาพันธ์ไม่มีทะเลหมอกแล้ว ถ้าอยากเห็นต้องมาเดือนธันวาคมหรือมกราคมนะครับ

d32

ไปจนถึงช่วงที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้าไปแล้ว ผมนี้นั่งถ่ายจนรากงอกเลย วลาที่เปลี่ยนไปนิดเดียว ความสวยของภาพที่ได้ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

d33

ปิดท้ายด้วยภาพป้ายจุดสูงสุดยอดดอยหลวงเชียงดาวอันเป็นมุมสำคัญที่คนขึ้นมาต้องถ่ายภาพคู่ด้วย ในทริปนี้การเดินทางของผมยังไม่จบนะครับ ยังมีตอนสองซึ่งนอกจากการชมความงามบนยอดดอยหลวงเชียงดาวแล้ว กิจกรรมการเดินเขายังมีต่อเดี๋ยวตอนหน้าจะพาไป รับรองว่าเดินกันเมื่อยไม่แพ้วันแรกเลยทีเดียว

Leave a Reply