Doi Luang Chiang Dao Part 2

with No Comments

ความเงียบที่จุดกางเต็นท์อ่างสลุงบวกกับความเหนื่อยจากการเดินทั้งวันเมื่อตอนที่แล้ว ผมหลับสนิทราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้จะว่าแบบนั้นก็ได้ จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาตีสี่ ก็มีเสียงราวกับคนขายไก่ซึ่งก็คือพี่อาร์ตนั่นเอง ช้างมั้ยครับช้างงงงง ช้างมั้ยครับช้างงงงง….  เสียงนี้เปรียบเสมือนนาฬิกาปลุกและผมตอบรับไปเลยว่า ตื่นแล้วค้าบบบ ทั้งๆ ที่ตัวยังไม่ขยับด้วยซ้ำไป โชคยังดีที่กระเป๋ากล้องและขาตั้งกล้องผมจัดไว้อย่างดีตั้งแต่ก่อนนอนแล้ว เมื่อลุกขึ้นมาจึงหยิบจับสัมภาระและพร้อมเดินได้เลย ในการดูช้างเช้ามืดครั้งนี้เราจะขึ้นไปที่จุดสูงสุดดอยหลวงเชียงดาวเช่นเคย อากาศเย็นสบายสุดๆ

d70

ตอนเดินขึ้นมาบนยอดไม่เหนื่อยเท่าเมื่อวาน อาจเป็นเพราะได้นอนพักเต็มที่ พอขึ้นมาถึงตอนแรกคิดว่าจะได้เริ่มถ่ายช้างเลย แต่ปรากฏว่า โนววววววว พระจันทร์เต็มดวงด้วยฮะ 5555 น้ำตาตกในเลยกู คือแบบสว่างมากๆ ดาวหายหมด ถ่ายชัตเตอร์ช้านึกว่าพระอาทิตย์ สิ่งที่ทำได้คือรอเวลาเพราะช่วงตี 5 แสงจันทร์น่าจะเบาลงกว่าเดิม

d34

ผมและสมาชิกในกลุ่มนอกจากจะรอถ่ายช้างอย่างมีความหวังแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมที่มีให้ทำด้านบนนี้คือการปลดทุกข์ครับ มีหลายคนที่อัดอั้นไม่ไหวต้องมาปล่อยของแถวโขดหิน แล้วแบบว่ามันมืดมาก พอเอาไฟฉายส่องก็จะเห็นร่องรอยอารยธรรมจากผู้บุกเบิกคนก่อนๆ ปล่อยไว้อยู่เต็มคราบ คือจะปล่อยระเบิดทีก็ต้องเดินระวังไม่ให้เหยียบลูกอื่นๆ ด้วย แต่หลังจากเสร็จกิจแล้วโคตรสบายตัวบอกเลย แต่เอ๊ะ พอเขร้เสร็จช้างก็เริ่มโผล่มาให้เห็นแล้ว ถ่ายสิครับรอไร

d66

พอแสงยามเช้าจากพระอาทิตย์ค่อยๆ สว่างเป็นสัญญาณแห่งการบอกลาช้าง น่าเสียดายที่ไม่ใช่คืนเดือนมืด แต่ถ่ายได้เท่านี้ผมก็ดีใจแล้ว

d67

พอสว่างปุ๊บฟ้าเน่าดันมาจากไหนก็ไม่รู้อีก โถถถ ทำไมวันนี้มันเศร้าแบบนี้วะเนี่ย

d35

คิดว่าเย็นนี้จะไม่ขึ้นมาแล้ว ก่อนลงเลยถ่ายภาพหมู่กันสักหน่อย ภาพมืดๆ นี่หล่อกันเหลือเกิน

d36

ลงมาถึงเต็นท์ปุ๊บเพิ่มพลังด้วยข้าวราดแกงเขียวหวานและข้าวต้มเครื่อง และกำลังจะไปนอน พี่อาร์ตแกก็แนะนำให้ทุกคนไปเดินที่กิ่วลมเหนือและใต้ครับ ตอนแรกผมบอกเลยว่าจะไม่ไปแล้วแบบหัวเด็ดตีนขาดเพราะคิดว่าฟ้าเน่าขนาดนี้ต้องไม่ได้ภาพแน่ๆ แต่แกก็บิ๊วซะจนท้ายที่สุดผมไปจน กลับมาจากทริปแล้วผมยังอยากขอบคุณพี่แกเหลือเกินว่าโชคดีแล้วที่ได้ไปเดิน

d37

ก่อนเดินอย่าลืมทำธุระส่วนตัว อันนี้เป็นห้องน้ำนะครับ สภาพของจริงดูไม่เลวร้าย แต่กลิ่นนี่เหลือรับประทานเลย ถ้าใครเป็นหวัดคัดจมูกตอนนั้นถือว่าโชคดีมากเพราะจมูกอาจจะไม่ค่อยได้กลิ่น

d38

เริ่มต้นการเดินถึกสู่กิ่วลมเหนือแล้ว สมาชิกเดินกันเยอะทีเดียว

d39

มองหันหลังกลับไป จะเห็นยอดจุดสูงสุดอยู่ดูแบบนี้เหมือนเล็กแต่เดินจริงๆ ใช้เวลานานเลย

d40

เส้นทางการเดินกิ่วลมเหนือเป็นลักษณะเดินตามสันเขา โดยพื้นเป็นหินปูนแหลมคมคอยทำลายพื้นรองเท้าอย่างแท้จริง ใครที่จะมาต้องตั้งสติให้ดี

d71

วิวบนกิ่วลมเหนือถือว่าสวยมากๆ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เราจะได้เห็นหลายๆ ดอยพร้อมกัน และดูทรงแล้วถ้าได้มาเดินช่วงเย็นๆ ในวันที่แสงสวยน่าจะได้ภาพที่สุดยอดกลับไปเช่นกัน

d41

ยิ่งเดินนานก็ยิ่งสวยยิ่งเสียวครับ เพราะสองข้างทางเป็นเหว มันทำให้นึกถึงเขาช้างเผือกขึ้นมาเลย อันนี้ก็คล้ายกันแต่เป็นเวอร์ชั่นที่เดินง่ายกว่ามาก

d42

มุมที่สวยขนาดนี้ย่อมเหมาะสมกับสุภาพสตรี ถ้าเอาผู้ชายมานั่งนี้จบเลย

d43

เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว ไอ่เราก็ลืมถามพี่อาร์ตว่ามันระยะทางกี่กิโลและใช้เวลาเท่าไหร่ ตอนเดินเลยรู้สึกว่าจุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหนกันเนี่ย คือมองไปข้างหน้าก็เห็นแต่สันเขา ที่สำคัญคือพกน้ำเปล่ามาขวดเดียว ครั้นจะไปหาน้ำเอาดาบน้ำก็ไม่มีซะด้วยสิ

d44

มุมนี้เป็นอีกจุดนึงที่ค่อนข้างเสียวใช้ได้ ผมถ่ายมุมกว้างและกดสุดพอให้เห็นความลึก

d68

เมื่อมาถึงจุดๆ นึงเราจะเห็นสมาชิกคนอื่นๆ รวมตัวกันอยู่ครับ สอบถามกันเป็นอันเข้าใจว่าเป็นจุดสิ้นสุดของกิ่วลมเหนือย ถ้าจะเดินไปต่อก็คือกิ่วลมใต้ แต่ถ้าใครพอแล้ว ณ จุดนี้ก็มีทางลงให้ซึ่งสามารถเดินไปที่จุดกางเต็นท์ได้เลย สมาชิกส่วนใหญ่ไปกันต่อ แต่กลุ่มผมตัดสินใจว่าพอแล้วครับ จริงๆ มันเหลืออีกนิดเดียว แต่ถ้าพูดให้หล่อก็ต้องบอกว่าเก็บไว้สำหรับรอบหน้าละกัน (แถจนสีข้างแหกหมดแล้ว)

d45

กลับมาที่จุดกางเต็นท์ขอนอนสักงีบใหญ่ๆ จนถึงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น พี่ๆ เขาชวนกันขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกอีกมุมนึงที่ไม่ใช่มุมจุดสูงสุดดอยหลวงเชียงดาว พวกเราตั้งชื่อมุมนี้กันว่า “ดอยหมึง” (ไม่ได้ลามกนะแต่ได้ยินเขาเรียกอย่างนั้นจริงๆ)

d46

ทางขึ้นดอยหมึงนี่ทั้งแคบและหินก้อนเล็กกว่าทางขึ้นกิ่วลมเหนือมาก ทำให้เดินอย่างยากลำบากประหนึ่งเราเป็นเลียงผาก็มิปาน

d47

ฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวไปกับโบเก้และกลุ่มเต็นท์จากมุมสูง มีนักท่องเที่ยวชี้มาด้านบนนี้ด้วย สงสัยนึกว่าพวกเราเป็นเลียงผาสินะ

d48

แต่แสงเย็นบนนี้ยอมรับเลยว่าสวยจริงๆ ทำไมแสงตอนเดินกิ่วลมไม่ดีอย่างนี้เนี่ย สำหรับบนยอดดอยหมึงจะต่างจากจุดสูงสุดดอยหลวงตรงที่บนนี้มีกลุ่มดอกไม้และหินปูนเป็นฉากหน้าซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้ดีเวลาถ่ายภาพออกมา

d49

ต่อจากภาพก่อนหน้า เมื่อขยับมาทางซ้ายจะเห็นภูเขาทอดตัวยาว นั่นล่ะครับท่านผู้ชม มันคือกิ่วลมเหนือนาวไปจรดกิ่วลมใต้ พูดง่ายๆ คือภูเขาแถบนี้ข้าเดินมาหมดแล้ว ฮ่าๆ

d50

พวกเรารอไม่ถึงพระอาทิตย์ลับฟ้านะครับ เพราะทางขึ้นว่ายากและทางลงยิ่งยากกว่า ไม่ได้พกไฟฉายมาด้วยเลยต้องจำใจลงก่อนเวลาครับ

d51

ใช้เวลาไม่นานมาก็ถึงจุดกางเต็นท์ ฟ้ากำลังเปลี่ยนสีสวยเหมือนลูกอม

d52

มาถึงจุดรวมพลทานข้าวก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเตรียมตัวกลับแล้ว ทั้งๆ ที่เดินเหนื่อยตั้งแต่วันแรกแต่พอจะกลับก็รู้สึกว่ายังอยากจะเดินต่อยังไงก็ไม่รู้สิ เป็นอีกครั้งสินะที่ฉันต้องโยกย้าย

d69

ควบต่อมาวันเดินทางกลับเลยละกันไม่เพราะภาพไม่เยอะและไม่อยากต้องแบบพาร์ทแล้ว เช้าวันนี้ได้เวลาโยกย้าย โดยเราจะเดินกลับทางปางวัว ซึ่งมีระยะทางที่สั้นกว่าทางเด่นหญ้าขัด สำหรับขากลับนี้สัมภาระจะสบายตัวกว่าเดิมนิดหน่อยเพราะน้ำดื่มเหลือแค่สองขวด แต่มีเบียร์ติดกระเป๋าแทน เอิ่มมมม

d54

ตอนเดินขาลงนี่รู้สึกว่าทุกอย่างไปเร็วมากครับ แปปๆ ก็ถึงจุดนู้นนี้นั้นแล้ว พี่ลูกหาบคนนี้เด่นกว่าเพื่อนจนต้องยกกล้องถ่าย

d55

อีกมุมที่ทำให้รู้สีกว่าเหมือนขุนเขาของทางยุโรป แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่ามันเหมือนโลโก้ของขนมล็อคเกอร์เวเฟอร์เช่นเดียวกัน

d56

ไม่ว่าใครก็ตามถ้าเดินลงมาเห็นป้ายแบบนี้แสดงว่าถึงครึ่งทางแล้วครับ จะเห็นป้ายเขียนไว้ว่าปางวัว เส้นทางนั้นแหละคือทางที่เราจะกลับกัน

d58

ตลอดเส้นทางกลับปางวัว พวกต้นไม้จะไม่เหมือนทางเด่นหญ้าขัด แถบนี้จะแปลกตากว่าและเป็นพวกต้นไม้ซะส่วนใหญ่ ทำให้เดินไม่ร่มรื่นไม่ร้อนสักเท่าไหร่

d57

ผ่านดงกล้วย ช่วงเวลานั้นเดินคนเดียว น่าจับคนมายืนถ่ายจริงๆ

d59

นี่ก็ต้นไม้ใหญ่ของจริงโคตรอลังการ พลังธรรมชาตินี่มันสุดจริงๆ พวกตัดไม้ทำลายป่ามันเคยซาบซึ้งความสวยงามแบบนี้มั้ยหนอ?

d60

ส่วนตัวผมชอบวิวของปางวัวนะ ดูมีอะไรให้ถ่ายเยอะดี

d61

ถ้าเห็นรั้วไม้แสดงว่าถึงจุดหมายแล้วครับ เย้ๆ ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง

d63

ก่อนขึ้นรถไปที่ค่ายเยาวชนเชียงดาวขอจัดหวานเย็นให้ชื่นใจสักแท่ง เจอแบบนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

d62

ถ่ายป้ายเป็นที่ระทึกเป็นอันจบทริปดอยหลวงเชียงดาวในเดือนแห่งความรักกุมภาพันธ์อย่างสมบูรณ์แบบ ระหว่างทางเดินผมเห็นหลายคนคุยกันว่ามาครั้งเดียวพอแล้ว แต่สำหรับผมอาจเป็นแค่การเริ่มต้นก็ได้ เพราะเดือนธันวาคมอยากจะมาซ้ำอีกสักรอบเหลือเกินเพราะช่วงนั้นมีทะเลหมอกและยังมีกิ่วลมใต้ที่ยังเดินไม่ถึง และแน่นอนว่าคงได้ใช้บริการของพี่อาร์ตอีกเป็นแน่ (โฆษณาให้พี่แกอีกครั้ง งานดีงานเนี๊ยบจริงๆ กินอิ่มนอนหลับบิ๊วเก่ง 555 >> เชียงดาวแคมป์ปิ้ง <<) ผมยืนยันอย่างนึงเลยว่าคนที่คิดจะมาเดินดอยหลวงเชียงดาวควรจะฟิตร่างกายให้ได้ระดับนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสัมภาระที่แบกด้วย ถ้าเป็นคนที่พกกล้องก็จัดอุปกรณ์ให้ดี ส่วนใครไม่ถ่ายภาพมาเดินตัวปลิวนี้สบายเลย เรื่องความเหนื่อยไม่ต้องร้องขอชีวิตก็มาได้อยู่แล้ว ทั้งหมดอยู่ที่ใจเท่านั้นแหละ

แล้วพบกันใหม่สำหรับทริปต่อไปครับ

Leave a Reply