3D 2N Trip in Myanmar

with No Comments

มิงกะลาบา กลับมารายงานบล็อคอีกครั้งหลังจากที่นัวงานของออฟฟิศกันมากมาย เอาล่ะ ที่ผมเกริ่นว่ามิงกะละบา คงรู้แล้วสินะว่าทริปนี้ผมไปประเทศ เมียนมาร์ นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นทริปต่างประเทศครั้งแรกของปี 2559 นี้ รวมไปถึงเป็นการเดินทางไปเมียนมาร์ครั้งแรกในชีวิตเช่นเดียวกัน แต่การไปครั้งนี้ค่อนข้างจะสบายกว่าที่คิดเพราะไม่ใช่การไปแบบแบคแพค ไม่ต้องนั่งคิดแพลนเอง ผมไปกับแม่และกลุ่มเพื่อนแม่ที่เชียงใหม่ในลักษณะทัวร์แบบกรุ๊ปส่วนตัว ดังนั้นหน้าที่ของผมก็คือหามุมถ่ายภาพอย่างเดียว ในทริปนี้ใช้ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ผมจะเขียนในตอนเดียวให้จบไปเลยเพราะแต่ละที่ใช้เวลาค่อนข้างรีบเร่งเลยไม่ได้เจาะข้อมูลรายละเอียดอะไรมาก แต่ก็หวังว่าคนที่อ่านน่าจะชอบภาพภาพในเดินทางครั้งนี้กันนะครับ

p01

ภาพตัดมาที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ครั้งนี้ได้มีโอกาสใช้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์เพื่อบินไปยังเมืองย่างกุ้ง ก่อนขึ้นสังเกตเห็นลายเพ้นท์ตัวเครื่องแล้วอย่างกับจะไปทริปทะเล

p02

ทุกครั้งที่เดินทาง ผมจะต้องถ่ายภาพเมฆเก็บเอาไว้ เพราะทุกการเดินทางมันมักจะมีรูปร่างของเมฆสวยๆ ให้เห็นอยู่เสมอ

p03

ใช้เวลาในการบินจากเชียงใหม่ถึงนครย่างกุ้งประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงสนามบินมิงกาลาดง ท้องฟ้าไม่ค่อยปลอดโปร่งแต่ก็เตรียมใจไว้แล้วเพราะดูพยากรณ์ก่อนมาประมาณ 7 วัน เมื่อรับกระเป๋าสัมภาระเสร็จเรียบร้อยชาวคณะก็มาพบกับไกด์และขึ้นรถบัสกัน เวลาขณะนั้นเข้าสู่ช่วงเที่ยงพอดี (เวลาที่พม่าจะช้ากว่าประเทศไทยประมาณครึ่งชั่วโมง)

p04

รถออกได้ไม่ถึงห้าร้อยเมตรก็เห็นเมฆดำก้อนใหญ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่าทริปนี้เปียกแฉะอับชื้นแน่ๆ ว่ะ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วก็เดินหน้าต่อสิครับ

p07

บนรถบัสไกด์แนะนำตัวและบรรยายถึงสถานที่เที่ยวต่างๆ ในทริป ซึ่งไกด์เป็นคนเมียนมาร์แต่พูดไทยได้ชัดแจ๋วแถมหน้าตาน่าเอ็นดู งานนี้เป็นที่ถูกใจบรรดาคนร่วมทริปโดยเฉพาะสาวๆ

p05

ใช้เวลาไม่นานก็ถึงร้านอาหารที่แรกแล้ว ไม่ได้ดูชื่อร้านเพราะฝนกำลังตกพอดี เลยถ่ายภาพรวมของอาหารที่ทานให้ดูแทน

p06

หลังจากทานอาหารเสร็จเราเดินทางจากเมืองย่างกุ้งไปเมืองพะโค (Bago) โดยจุดมุ่งหมายแรกคือเจดีย์ไจ๊ปุ่น (Kyaik Pun Buddha) หนึ่งในสถานที่เที่ยวสำคัญของเมืองพะโค

p08

บรรยากาศระหว่างเดินทาง มีตลาดสดกลิ่นอายคล้ายกับบ้านเรา

p64

ถึงเจดีย์ไจ๊ปุ่น (Kyaik Pun Buddha) แล้ว ถือว่าเป็นความโชคดีเล็กๆ ตรงที่ฝนยังไม่ตก สำหรับเจดีย์ไจ๊ปุ่นนั้นสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1476 เป็นพระพุทธรูปปางประทับที่หันหน้าออกทั้ง 4 ทิศ อันได้แก่

– สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางทิศเหนือ

– พระ พุทธเจ้าโกนาคมโน ทางทิศใต้

– พระพุทธเจ้ากกุสันโธ ทางทิศตะวันออก

– พระ พุทธเจ้ามหากัสสปะ ในทิศตะวันตก

ประวัติโดยย่อว่ากันว่าสร้างขึ้นโดยสตรีสี่พี่น้องที่มีพุทธศรัทธาสูงและให้สัตว์สาบานว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ชั่วชีวิต ต่อมา 1 ใน 4 สาวหนีไปแต่งงานร่ำลือกันว่าทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นเกิดรอยร้าวขึ้นทันที

p09

ในประเทศเมียนมาร์การเข้าสักการะวัดหรือเจดีย์ต่างๆ นั้นมีวัฒนธรรมที่ต่างจากของเราเล็กน้อย ที่นี่เขาจะให้เราถอดรองเท้าตั้งแต่ก่อนเข้าบริเวณของตัววัดเลย

p11

จัดได้ว่าเป็นองค์พระที่ถ่ายภาพออกมาแล้วงามจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อแสงส่องลงมา

p12

เห็นพระหัตถ์ขนาดใหญ่แบบนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงองค์พระใหญ่ที่วัดม่วงขึ้นมาทันที

p13

เสร็จที่แรกเราเดินทางไปกันต่อ

p14

การเข้าห้องน้ำในพม่า พวกห้องน้ำสาธารณะค่อนข้างหายาก ดังนั้นเวลาเดินทางไกลๆ เขาจะจอดตามร้านอาหารหรือสถานที่เที่ยวที่มีห้องน้ำเป็นระยะให้ได้เข้ากัน

p15

เดินดูของไปเล่นๆ เจอมะขามหวานจากจังหวัดเพชรบูรณ์โผล่มาได้ไงเนี่ย อยากรู้ใครเป็นคนนำเข้า เห็นแล้วเปรี้ยวปาก

p16

จิ้งหรีดทอด คนไทยสายกับแกล้มน่าจะรู้จักกันดี เห็นจากสภาพแล้วใครซื้อกินนี่ผมนับถือใจเลยเอ้า

p17

ขนมคบเคี้ยวต่างๆ ไม่ต้องอ่านภาษาให้ยากเพราะอ่านไม่ออกสักตัว ดูรูปขนมหากอันไหนน่าทานก็จัดได้

p18

สถานที่ต่อไปเป็นหนึ่งในลิสต์ของทริปนี้ที่ผมหมายมั่นปั้นมือจะเก็บภาพให้จงได้ นั่นคือพระธาตุอินทร์แขวน (Kyaikhtiyo Pagoda) แต่การจะไปถึงนั้นเราต้องเปลี่ยนรถที่ใช้เดินทางมาเป็นรถหกล้อกันเสียก่อน โดยหน้าตาของรถคือในภาพนี้เลยครับ

p19

เห็นจากคนนั่งแล้วดูน่าตื่นเต้นไม่ใช่เล่น ไกด์บอกว่าการขึ้นเขานั้นเหมือนกับนั่งรถไปเขาคิชกุฏ เอิ่ม…เขาคิชกุฏผมก็ไม่เคยไป ไกด์ไปมาก่อนผมซะงั้น TwT

p20

บรรยากาศตอนนั่ง ถ้าให้บรรยายความรู้สึกก็น่าจะใกล้เคียงกับการเล่นรถไฟเหาะแบบเบาๆ เพราะพลขับมีความเป็นคนอารมณ์ดีสูง พอเห็นทางโล่งแกเร่งสุดอย่างเดียวเลย ก็สนุกสนานกันไป

p21

จากตอนแรกที่คิดว่าจะถึงพระธาตุอินทร์แขวนแบบชิวๆ แต่พอไปถึงจริงฟ้าเกือบมืดซะงั้น งานนี้ผมใส่เกียร์หมาวิ่งสิครับ จนมาถึงจุดที่ตั้งกล้องถ่ายภาพระยะไกลได้พอดี เลยยังทันก่อนฟ้ามืดสนิท

p66

พระธาตุอินทร์แขวนตั้งอยู่ที่เมืองไจโท (Kyaikto) เขตรัฐมอญ แปลว่า ก้อนหินทอง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร มีลักษณะเป็นก้อนหินที่ตั้งอยู่หมิ่นเหม่เหมือนใกล้จะตก ซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครมาเมียนมาร์ต้องมาสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำของคนเกิดปีจอ

p22

ถ่ายภาพเสร็จยังมีเวลาถ่ายภาพเจาะ (หน่อยนึง) กิจกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาพระธาตุอินทร์แขวนเท่าที่เห็นนอกจากจะนิยมมาสวดมนต์กันแล้วก็ยังมีการทำบุญระฆังหรือการถวายไฟฟ้า

p23

เดินเล่นถ่ายบรรยากาศรอบๆ อีกมุมหนึ่งเห็นมีการจัดไฟสีสันสะดุดตา

p24

โรงแรมที่พักชื่อ Yoe Yoe Lay Hotel III (สาขาสามแล้วเหรอเนี่ย) อยู่ห่างจากพระธาตุอินทร์แขวนไม่กี่ร้อยเมตร เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ รอบรับคนได้หลายกรุ๊ปทัวร์ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่มาพักที่นี่เกือบหมด

p25

ห้องพักถือว่าไม่ง่อย จัดว่าดีเลยด้วยซ้ำ มีความสะอาดและน่านอน

p26

วันที่สองผมตื่นตี 5 เพื่อที่จะมาถ่ายพระธาตุอินทร์แขวนอีกครั้ง เช้ามืดวันนี้มีหมอกลงหนาทีเดียว อากาศก็ค่อนข้างเย็นแต่นั่นก็ไม่ทำให้ศรัทธาของคนที่มาสักการะลดลงไปแม้แต่น้อย

p27

เห็นเป็นช่วงเช้ามืดแบบนี้แต่คนมามากราบไหว้ไม่ขาดสาย สำหรับชาวเมียนมาร์บางคนเลือกที่จะขึ้นมาและเฝ้ารออยู่บนนี้กันเป็นคืนๆ เลยทีเดียว

p29

เช้าวันที่สองนี้มีฝนตกอีกครั้ง ซึ่งทางเราก็ต้องเช็คเอาท์เพื่อไปยังสถานที่ต่อไป

p28

ตอนเดินสวนออกมาก็เห็นนักท่องเที่ยวขึ้นมากันเยอะมากทั้งๆ ที่ฝนตก ดูบรรยากาศได้จากภาพ

p30

เจอเณรน้อย ดูมีความเยาว์วัยและสดใส

p31

พระเมียนมาร์ต่างจากพระไทยอย่างนึงคือเขาไม่เดินบิณฑบาต ที่นี่เขาจะยืนอยู่กับที่รอคนมาใส่บาตรเอง อันนี้แปลกดี

p32

ก่อนจะลงไปที่รถหกล้ออันเป็นที่รักเพิ่งเห็นว่ามีเสลี่ยงด้วย คนที่คิดว่าเดินไม่ไหวก็ใช้บริการกันได้

p34

หลังจากฝ่าฝนขาลงมาเป็นที่เรียบร้อย สถานที่ต่อไปคือเมืองหงสาครับ เมืองนี้หลายคนคงคุ้นหูจากตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และก็มีสถานที่เที่ยวสำคัญๆ อยู่หลายแห่งเช่นเดียวกัน เริ่มจาก พระธาตุมุเตา หรือ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์

p33

มุมหนึ่งของเจดีย์จะเห็นส่วนของยอดฉัตรที่ว่ากันว่าตกลงมาเมื่อปี พ.ศ. 2473 แต่กลับคงสภาพเดิมไม่แตกกระจาย เป็นที่ร่ำลือในเรื่องความศักสิทธิ์ นักท่องเที่ยวสามารถนำธูปไปค้ำกับยอดของเจดีย์ที่หักลงมาได้ ซึ่งเปรียบเหมือนดั่งการค้ำจุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป

p65

ชอบเป็นการส่วนตัวกับรอยยิ้มพิมพ์ใจของเด็กน้อยระหว่างถ่ายภาพเล่นที่เจดีย์นี้

p37

สถานที่ต่อมาโธ่…เมฆดำเริ่มมาอีกแล้ว ที่นี่เรียกกันว่า พระราชวังบุเรงนอง หรือ บัลลังก์ผึ้ง (Kanbawza Thardi Palace) (ชื่อหลังอย่างเท่ห์) ที่ว่ากันว่าเป็นที่ประทับของพระเจ้าบุเรงนอง

p36

ด้านในห้องโถงต้องใช้คำว่าโคตรอลังการ ด้วยสีทองอร่ามทำให้อยากจะเห็นของจริงในยุคนั้นเลยว่าจะสวยล้ำค่าขนาดไหน

p39

มุมนี้แหละที่น่าจะเป็นที่ประทับของพระเจ้าบุเรงนอง นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพคู่ด้านหน้าได้

p38

ด้านหลังของท้องพระโรงก็เดินเข้าไปชมได้ เห็นงานศิลปะแล้วดูละเอียดดีแท้

p40

ในประเทศเมียนมาร์มีพระนอนอยู่หลายองค์ แต่ที่พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว (Shew Thalyang Buddha) นั้นถือได้ว่าเป็นพระนอนที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมียนมาร์โดยมีลักษณะแบบมอญ จุดเด่นของพระนอนองค์นี้อยู่ที่รอยยิ้มพิมพ์ใจ สำหรับคนไทยรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าพระยิ้มหวาน

p41

ถ้าเดินไปด้านหลังองค์พระจะมีภาพพร้อมประวัติเป็นภาษาท้องถิ่นและภาษาอังกฤษเขียนเอาไว้

p42

บริเวณรอบๆ องค์พระยังมีพื้นที่ขายของที่ระลึกด้วย สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่เท่าที่เห็นจะเป็นพวกไม้แกะสลัก ผ้าโสร่ง ชาผง

p43

บรรดาแม่ๆ ในกรุ๊ปก็ซื้อผ้าโสร่งกันเยอะทีเดียวโดยลวดลายค่อนข้างจะแตกต่างจากของไทยเล็กน้อย แต่สิ่งนึงที่ต่างแน่ๆ คือคนขายหน้าตาดีทุกร้าน

p44

สายถ่ายภาพอย่างผมไม่ค่อยชอบช้อปเท่าไหร่เลยออกมาถ่ายรูปเล่นด้านนอกดีกว่า ดูวิถีชีวิตกันสักเล็กน้อย

p45

ร้านขายผลไม้ ชนิดของผลไม้เหมือนกับบ้านเรา ดูมังคุดจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ

p46

ภาพนี้ไม่มีอะไร แต่ชอบจังหวะที่นกมาเกาะอย่างเป็นระเบียบ

p47

เติมพลังอาหารเที่ยงก่อนแวะไปพระนอนอีกหนึ่งที่ ร้านนี้รสชาติถูกปาก กุ้งย่างอร่อย ไข่เจียวอร่อย แถมมีพริกน้ำปลาพร้อม

p48

นอกจากจะมีพระยิ้มหวานแล้ว คราวนี้เรามาชมพระยิ้มหวานกันบ้างหรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (Kyauk Hithatgyi Buddha) จุดเด่นของพระนอนนี้อยู่ที่ดวงตาซึ่งทำจากแก้ว

p49

ริเวณใจกลางฝ่าพระบาทมีรูปมงคล 108 ประการ 

p51

สถานที่สุดท้ายของทริปวันที่สอง เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญหากใครได้มาเยือนนครย่างกุ้งต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวงกับเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ชเวดากองนั้น ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ชั้นบนสุดของยอดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต บริเวณรอบๆ องค์เจดีย์มีพระประจำวันเกินทั้ง 8 ทิศ ใครเกิดวันไหนก็ไปสรงน้ำประจำวันที่เกิดเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

p50

นอกจากเรื่องของการทำบุญแล้ว ความสวยงามของพระเจดีย์ก็เป็นที่นิยมในการถ่ายภาพโดยเฉพาะในช่วงเย็นที่เจดีย์จะมีการเปิดไฟสวยงาม แต่น่าเสียดายวันที่ไปฝนตกหนักทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เป็นสัญญาณว่าให้ต้องมาซ้ำช่วงฟ้าดีอีกรอบสินะ

p52

แต่ละทิศมีพระพุทธรูปให้สักการะเต็มไปหมด ถ้าเดินจนรอบคงต้องให้เวลาที่นี่สักครึ่งวัน

p53

มื้อค่ำรอบนี้มาภัตตาคารจีนชื่อดังในย่างกุ้ง มีเมนูไฮไลท์อย่างกุ้งล็อบสเตอร์ ด้วยการหั่นเนื้อกุ้งเป็นชิ้นบางๆ วางบนสัปปะรด ราดครีมสลัด กินแล้วอร่อยดี ส่วนเมนูอื่นๆ ก็โอเค

p54

โรงแรมคืนนี้พักสบายที่สุด เตียงนุ่ม แอร์เย็น พร้อมชาร์ตพลังชีวิตสำหรับทริปวันสุดท้าย

p56

ก่อนนอนไปสำรวจที่ชั้น 9 ของโรงแรมซึ่งเป็นร้านอาหาร บนนี้มีระเบียงให้เราชมพระเจดีย์โบตาทาวน์จากมุมสูงด้วย คือทองอร่ามงามตามาก

p55

แม้โกวเล้งจะกล่าวไว้ว่า “ข้ามิได้พึงใจในรสชาติสุรา แต่ข้าพึงใจในบรรยากาศของการร่ำสุรา” แต่สำหรับผมขอได้ลิ้มลองรสชาติของเบียร์ทุกประเทศที่ได้ไปดีกว่า เพราะตอนร่ำเบียร์เดี๋ยวบรรยากาศดีๆ ก็จะตามมาเองล่ะน่า ในโรงแรมที่พักมีเมียนมาร์เบียร์ขายด้วย เป็นเลเกอร์เบียร์ ในเรื่องความอร่อยผมยังยกให้เบียร์ไทยอร่อยกว่าอยู่ดี

p57

ทริปวันสุดท้ายเช้านี้เราไปในพระเจดีย์โบตาทาวน์ซึ่งกิจกรรมภายในพระเจดีย์นี้มีไฮไลท์อยู่ที่การขอพรทั้งเทพกระซิบและเทพทันใจ โดยเริ่มกันที่เทพกระซิบ หรือ อะมาดอว์เมียะ ก่อน ตามตำนานกล่าวว่านางเป็นธิดาของพญานาค ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต (นัต หมายถึงเทพต่างๆ ที่คอยอำนวยพร ให้โชค รักษาคุ้มครองกับผู้ที่มาขอพร) ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานาน ในส่วนของวิธีการเคาขอพรก็คือให้เข้าไปกระซิบข้างหูเบาๆ ห้ามให้คนอื่นได้ยิน

p58

ส่วนเทพทันใจ (นัตโบโบยี) เป็นเทพผู้ปกปักรักษาและบันดาลโชค วิธีการขอพรให้เอาดอกไม้ ผลไม้ มาสักการะ จากนั้นก็ให้เอาเงินใส่มือของเทพทันใจสัก 2 ใบ ไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ เสร็จแล้วก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของเทพทันใจ แค่นี้ท่านก็จะสมตามความปราถนาที่ขอไว้แล้ว อ้อ ตอนขอพรให้ขอแค่อย่างเดียวนะครับ

p59

ก่อนออกมาอย่าลืมแวะเข้าไปชมใจกลางเจดีย์ ที่มีการนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใสมาประดิษฐานเอาไว้

p60

โปรแกรมเที่ยวหลักๆ ทริปนี้หมดแล้ว มีของแถมก่อนกลับคือการไปชมช้างเผือก ซึ่งเป็นช้างมงคลที่มีลักษณะทั้ง 9 ประการตรงตามตำราโบราณ ปัจจุบันหาชมช้างชนิดนี้ได้ยากมากๆ แล้ว

p61

และชมวัดพระหินอ่อน เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปทำจากหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

p63

นับว่าเป็นการเดินทางครั้งแรกในเมียนมาร์ที่ประทับใจมากๆ แม้ฟ้าฝนจะไม่ค่อยโดนสักเท่าไหร่ ผมชอบในวิถีชีวิตของประเทศนี้นะ ความศรัทธาของคนที่มีให้ต่อศาสนา ดูเขาเต็มที่จริงๆ ส่วนสถานที่เที่ยวก็ยังมีความเป็นดั้งเดิมสูงมากๆ ถ้ามีโอกาสต้องได้มาซ้ำอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้งแน่นอน โดยเฉพาะเจดีย์ชเวดากองแสงเย็น (จำฝังใจสุดๆ) สุดท้ายทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้สปอนเซอร์หลักนั่นคือแม่ผมนั่นเอง >< และคุณพี่ๆ ร่วมทริปที่สนุกสนานและเป็นกันเอง รู้สึกยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านรวมไปถึงไกด์ด้วยครับ สำหรับตอนนี้ก็ขอลาไปก่อน เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว (ระหว่างพิมพ์ตอนนี้เป็นหวัดไปด้วย) ทริปหน้าไปไหนยังไงรอชมได้ในบล็อคนีเเช่นเคยครับ

Leave a Reply