Vang Vieng in October

with No Comments

“ก็ไม่รู้ว่าติดใจอะไรในวังเวียงมากนักหนา ถึงต้องทำให้มาเป็นครั้งที่ 4 จนได้” กล่าวสวัสดีกับทุกท่านอีกครั้งหลังจากที่หายไปพักใหญ่ อาจจะฟังเป็นข้อแก้ตัว แต่ก็บอกได้ว่าช่วงที่ผ่านมาติดพันภารกิจมากมายที่ไม่ได้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ แต่ยังไงก็ตามถ้าได้ออกทริปไหนแล้วก็จะไม่พลาดที่จะนำมาเขียนลงเช่นเคย อย่างที่ผมเกริ่นไปข้างต้นแล้วว่า เพราะอะไรผมถึงต้องมาวังเวียงอีกครั้ง ตอนแรกๆ ผมก็ยังคิดว่าอาจจะเป็นเพราะผมชอบวิวทิวทัศน์ของที่นี่ซึ่งผมเองก็ยอมรับแบบนั้น แต่ครั้งนี้ ผมได้เห็นมุมมองของวังเวียงใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนรู้สึกได้หลังจากกลับมาจากการเที่ยวว่า วังเวียงครั้งที่ 5 ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ อีกไม่นานนี้แหละ ว่าแต่จะสาวความยาวขนาดนี้ไปคงไม่เท่ากับเห็นภาพและคำบรรยาย ว่าแล้วก็ไปเที่ยววังเวียงพร้อมๆ กันดีกว่าครับ

vi01

เริ่มต้นที่การเดินทางจากกรุงเทพ – อุดร ด้วยรถ 999 บขส ราคา 389 บาท ต่อคน ที่ผมเลือกลงอุดรเพราะลงจังหวัดนี้ค่อนข้างจะสะดวกสำหรับคนที่จะไปเที่ยววังเวียง เพราะตอนนี้ที่สถานีขนส่งอุดรมีรถจากสถานีไปถึงวังเวียงเลย ในราคา 320 บาท ต่อคน โดยซื้อตั๋วได้ล่วงหน้าที่บขส.ทั่วประเทศ

vi02

Day 1

เมื่อมาถึงสถานีขนส่งอุดรแล้ว ด้วยความที่รถมาถึงสถานีเลทมากๆ เลยมีเวลาได้ทำธุระส่วนตัวแป๊ปเดียว รถจากอุดร – หนองคาย – วังเวียง ก็เรียกคนขึ้นอีกละ ซึ่งจากตรงนี้เราจะยิงกันยาวๆ ตั้งแต่อุดรกันเล้ย

vi95

จะว่าไปไอ่คำที่ว่ายิงยาวก็ไม่ถูกสักทีเดียว เพราะตามระเบียบแล้วพอถึงด่านหนองคายเราต้องลงปั๊มพาสปอร์ตหนึ่งครั้ง แล้วเข้าด่านลาวก็ทำเรื่องเข้าประเทศอีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะยิงยาวจริงๆ ตั้งแต่เข้าถึงเวียงจันทน์ เมื่อผ่านตรงจุดนั้นได้ก็หลับกันยาวๆ ล่ะครับ

vi04

สภาพเมื่อนั่งรถมาทั้งคืนและต้องนั่งรถเข้าวังเวียงต่อเป็นอะไรที่สร้างความอ่อนล้าได้ดี พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงประมาณครึ่งทาง ณ จุดพักรถ บริเวณนี้สามารถพักเข้าห้องน้ำ ทานอาหาร เครื่องดื่ม รวมไปถึงแลกเงินไทยเป็นกีบก็มีบริการรับแลกในราคามิตรภาพ

vi03

ระหว่างนั่งรอตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นคนอื่นสั่งเฝอแล้วดูน่ากินมาก ก็เลยสั่งตาม รสชาติคุ้มค่ากับราคา 15,000 กีบ

008

นั่งมาอีกหนึ่งอึดใจก็มาถึงท่ารถ และเขามาส่งเราถึงโรงแรมที่พัก สำหรับครั้งนี้เราพักกันที่โรงแรม มาลานี 1 เหมือนกับครั้งก่อน (เอาภาพครั้งก่อนมาใช้ ครั้งนี้ลืมถ่าย) ราคาอยู่ที่ 547 บาท ต่อคืน ข้อดีของโรงแรมนี้ห้องใหญ่กว้างขวาง สะอาด แต่ไวไฟไม่ค่อยเร็ว รวมๆ แล้วก็ถือว่าโอเคที่หนึ่งในวังเวียง

vi06

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย วันแรกมาถึงก็เย็นมากแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะเดินเล่นในแถวสะพานไม้

vi07

เห็นมีอาคารขนาดใหญ่กำลังก่อสร้าง ไม่รู้ว่าเป็นโรงแรมหรืออะไร แต่เห็นแล้วคิดว่าในอนาคตวังเวียงน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก

vi08

ถ่ายวิถีชีวิตไปเรื่อย ชื่นชมเด็กที่นี่ มีความแอดแวนเจอร์ในตัวแต่เด็ก

vi09

จำได้ว่าครั้งก่อนเดินลัดเข้ามาแถวรีสอร์ตอะไรสักอย่างหลังจากข้ามสะพานมาจะเจอวิวนากับเทือกเขาเป็นฉากหลัง คราวนี้เลยตั้งใจจะไปถ่ายซ้ำดู

vi10

แล้วก็ต้องเจอกับเซอร์ไพรซ์เหมือนกับถูกรางวัลสองต่อ ต่อแรกคือนาผืนนี้ยังไม่เก็บเกี่ยว และกำลังออกรวงเขียวทองกำลังสวยเลย นี่มันฉากหน้าในฝันชัดๆ ว่าแล้วก็จัดเน้นสักใบ

vi11

ส่วนโชคชั้นที่สองคือการมีสะพานไม้ทอดยาวตัดผ่านมา เอิ่มที่จริงก็ไม่ได้ยาวขนาดนั้น แต่เป็นเพราะพลังอำนาจของเลนส์ไวด์ทำให้ดูกว้างเป็นพิเศษ แต่ยังไงก็ตามมันก็ทำให้ภาพดูมีอะไรๆ อยู่ดี

vi12

ถ่ายเจาะแค่สะพานไม้กับนาที่กำลังสะท้อนแสงก็สวยสุดๆ แล้ว

vi15

ยืนถ่ายอยู่นานเหมือนกันรู้สึกเริ่มร้อนเพราะแดดยังแรงไปอยู่ เลยเดินออกมาแถวสะพานอีกรอบ คือระยะทางมันใกล้กันมาก ตอนนั้นก็หาเบียร์ดื่มไปส่องภาพไปพลาง

vi17

รอจนแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงก็เดินกลับไปอีกรอบ คราวนี้จังหวะแสงมาถูกที่ถูกเวลามาก เลยกดภาพมาอีกครั้ง

vi18

และอีกครั้งในอีกมุมมอง ตอนนี้ในใจคิดว่า “วันแรกได้มาสองภาพแล้วเว้ย”

vi19

ดังนั้นก็ต้องฉลองกันด้วยโรตีเบคอนชีส

vi20

Day 2

วันนี้เราตื่นกันเช้ามากๆ เพราะมีหลายที่ที่ต้องไป เริ่มต้นด้วยการเช่ามอเตอร์ไซต์ (ลืมถ่ายภาพร้านเช่าซะงั้น TwT) สนนราคาที่ 60,000 กีบ ต่อวัน เป็นมอเตอร์ไซต์เกียร์ออโต้ รู้สึกคันผมจะได้ยามาฮ่าฟีโน่วววววววว และจุดหมายแรกของวันก็คือตลาดเช้า

vi21

เดินเล่นหาของกินสำหรับมื้อเช้ากันหน่อย ดูรวมๆ แล้วนึกถึงอาหารทางเหนือบ้านเราเหลือเกิน ทั้งไส้อั่ว หมูทอด ปิ้งย่าง และข้าวจี่ ว่าแล้วก็จัดสักไม้สิฮะ จะรออะไร

vi24

เติมพลังเช้ากันหน่อย ถ้าฮิปสเตอร์คนไทยยกของกินมาถ่ายในยุคนี้ก็น่าจะเป็นไอศครีมยี่ห้ออะไรสักอย่าง แต่ที่นี่ถ้าจะให้แนวก็ต้องยกข้าวจี่แบบนี้

vi22

วันนี้คนค่อนข้างคึกคักทีเดียว โซนที่ขายพวกสัตว์ป่าย้ายออกมาตั้งที่ลานกว้างข้างตลาดแล้ว จากที่แต่ก่อนขายรวมอยู่ที่เดียวกันหมด

vi23

ของทั้งหมดที่ขายดูคล้ายกับตลาดนัดบ้านเรา แต่สิ่งที่ต่างอย่างสุดโต่งเห็นจะเห็นพวกสัตว์ป่าทั้งหลายนี่แหละ วางให้เห็นกันจะๆ ในภาพเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปจนชินตาเมื่อมาที่ตลาดเช้า

vi25

เสร็จจากตลาดก็ขี่มอเตอร์ไซต์รับลมกันยาวๆ ซึ่งเส้นทางระหว่างทางออกนอกเมืองวังเวียง หากมองไปด้านซ้ายมือจะเห็นทิวเขาทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาไปตลอดทาง ส่วนครั้งนี้จังหวะดีกว่าครั้งไหนๆ เพราะมีบางช่วงยังมีนาที่กำลังเหลืองทองเต็มที่งอกงามสมกับเป็นฉากหน้าตัวเอกให้เราได้เก็บภาพสวยๆ กัน

vi27

จนมาถึงจุดๆ หนึ่งที่ผมสังเกตเห็นไกลๆ ว่ามีกองฟางรูปร่างแปลกว่าสุมเอาไว้กลางทุ่งนา ก็เลยไปสะกิดตุ่มอยากถ่ายขึ้นมาอย่างจัง ว่าแล้วก็ลงรถแล้วแอบปีนข้ามรั้วชาวบ้านไปดูใกล้ๆ มันจะดีนะ

vi28

ถ้าหากใครที่มีประสบการณ์เดินผ่านนาขั้นบันไดในเวียดนามมาแล้ว การเดินนาในวังเวียงนี่เรียกว่าเด็กๆ ไปเลย

vi29

พอเข้ามาดูใกล้ๆ แล้ว มีความแปลกตาดีแท้ เพราะมาตั้งหลายทีไม่เคยได้ทันเห็นจังหวะตอนเก็บเกี่ยวนาสักที จะบอกว่ามันเหมือนงานศิลปะอย่างหนึ่งก็ว่าได้ และมันก็เป็นตัวแบบชั้นดีทั้งถ่ายกับวิวหรือถ่ายกับคนด้วยเช่นกัน

vi31

ใช้เวลาหามุมถ่ายกองฟางนานพอสมควรก็ขี่มอเตอร์ไซต์มากันต่ออีกหน่อย จุดหมายต่อไปคือตรงสะพานบริเวณจุดชมวิวผาตั้ง

vi32

ถ้าขี่รถมาจนถึงมุมแบบนี้แสดงว่ามาถึงหมู่บ้านผาตั้งเป็นที่เรียบร้อย จริงๆ บริเวณนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้ถ่ายเท่าไหร่ แต่ว่ามีวัดประจำหมู่บ้านอยู่ที่ควรค่าแก่การไปชมสักครั้ง

vi33

ในตอนที่ไปถึงจังหวะดีมากๆ เพราะฟ้าสดแถมยังมีเมฆกลุ่มใหญ่ให้องค์ประกอบภาพที่สมบูรณ์สุดๆ

vi34

อีกมุมนึงของวัด

vi35

อีกสักหน่อย มุมฉากหน้าเป็นดอกไม้นี่ชอบเป็นการส่วนตัว ถ่ายแล้วออกมาดีจนพี่ที่มาด้วยลอกมุมตาม 😀

vi36

หลังจากเสร็จจากวัดประจำหมู่บ้านก็ได้เวลาขี่รถกลับมาในเมืองวังเวียงอีกครั้ง และเป็นช่วงเที่ยงพอดี เราแวะมาที่ร้านขนมปังบาแก็ตเจ้าประจำ (ตอนนี้คนขายเริ่มจำหน้าได้ละ)

vi37

ก็ยังคงสั่งเมนูเดิม คือ บาแก็ต เบคอน ไข่ดาว ชีส หัวหอม ราดซอสมายองเนสและมะเขือเทศ ราคาอยู่ที่ 20,000 กีบ

vi38

หน้าตาออกมาแบบนี้ ชิ้นใหญ่สุดๆ (อันนี้เวอร์ชั่นหั่นครึ่ง) เมื่อวางคู่กับเบียร์ลาวโกลด์แล้วรวมๆ มีเสน่ห์เหลือเกิน

vi39

กำหนดการช่วงบ่ายเราจะข้ามสะพานไปยังบลูลากูน ต้องเสียค่าผ่านคันละ 2,000 กีบ

vi40

ขี่มอเตอร์ไซต์ตามทางไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายบอกทางเยอะแยะ ดังนั้นไม่ต้องกลัวหลง รู้สึกว่ามารอบนี้จะมีที่เที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเยอะเลย

vi41

นี่ไง ภาพรถฟีโน่ของโผมมม สีสันเข้ากับหน้าคนถ่ายมาก…อ่อออ ประเด็นหลักไม่ใช่ที่ภาพรถ แต่ที่อยากจะบอกคือให้สังเกตสภาพทางดีๆ ทำไมน่ะรึ?… ก็ถ้าเป็นครั้งล่าสุดที่ผมได้มา ประมาณกุมภาพันธ์ปีก่อน ตลอดเส้นทางไปบลูลากูนคือดินแดงทั้งหมดเลย คือมอเตอร์ไซต์ขี่ไปถึงบลูลากูนใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงได้

vi42

เดี๋ยวนี้ทำทางลาดยางอย่างดี มีรถโกคาร์ทมาวิ่งชิวๆ ใสๆ

vi44

แม้แต่บิ๊กไบค์ก็ยังวิ่งได้ฉิว ผ่านไปปีเดียวเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ อีกหน่อยใครจะมาบลูลากูนไม่ต้องเผื่อเวลาเยอะๆ แล้วนะ เดี๋ยวนี้ไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงแล้ว

vi45

ที่บลูลากูนเองก็ต้องเสียค่าเข้าเช่นกัน คนละ 10,000 กีบ เมื่อเข้ามาแล้วจะเจอแอ่งน้ำสีเขียวขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสายแอนแวนเจอร์ในวังเวียงก็ว่าได้ จุดเด่นของแอ่งนี้คือมีน้ำที่น่าเล่นและมีต้นไม้สูงให้เราได้วัดใจโดดน้ำลงมากันอย่างสนุกสนาน

vi46

ส่วนใหญ่คนที่มาเล่นน้ำจะเป็นฝรั่งกับเกาหลี คนไทยก็มีบ้างแต่วันที่ไปเห็นกลุ่มคนไทยนั่งก๊งเบียร์ร้องเพลงเล่นกีต้าร์ ทำไมผมดูแล้วนึกถึงบรรยากาศที่น้ำตกเจ็ดสาวน้อยยังไงๆ อยู่นะ

vi47

ปล่อยผ่านบรรยากาศของบลูลากูนกันดีกว่า เพราะเป้าหมายที่เรามาที่นี่จริงๆ ก็คือถ้ำปูคำ ถ้ำดังอีกแห่งหนึ่งของวังเวียง

vi48

ในกระทู้ก่อนๆ ทริปวังเวียงผมเคยมาถ้ำนี้แล้ว มาครั้งนี้ก็พยายามหามุมใหม่ๆ ในการถ่ายและก็เจอจนได้ อาจจะไม่สวยเท่ามุมมหาชนแต่ก็ได้คะแนนความแปลก

vi49

ที่ชอบมากกว่ามุมแลนด์สเคป ก็คือมุมที่ตั้งกล้องถ่ายเองแล้วมีฉากหลังเป็นถ้ำแบบนี้แหละ…ฟิน ได้ภาพโปรไฟล์กลับบ้านไปอีกหนึ่งภาพ

vi50

ก่อนกลับออกจากถ้ำเข้าไปถ่ายพระพุทธรูปใกล้ๆ อีกสักหน่อย

vi51

ตอนนั้นประมาณเกือบๆ บ่ายสามละ เป็นเวลาอันดีงามสำหรับสถานที่สุดท้ายของวันนั้นกัน และเป็นที่ที่อยากจะไปที่สุดของการมาวังเวียงครั้งนี้ด้วย นั่นคือการเดินขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวผาเงิน

vi52

ได้ยินมาว่าจุดชมวิวผาเงินนั้นเป็นที่เที่ยวที่มีมานานแล้วแต่สมัยก่อนยังไม่ได้ทำการโปรโมทอย่างจริงจัง ก็จะมีแต่เฉพาะนักท่องเที่ยวขาลุยบางกลุ่มที่ขึ้นไปพร้อมกับชาวบ้านละแวกนั้น ส่วนบางคนขึ้นภูเขาผิดลูกก็มี แต่เดี๋ยวนี้เขาทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวกันเป็นเรื่องเป็นราว

vi53

และไอ้ความเป็นเรื่องราวนั้นก็ย่อมแลกมาด้วยค่าเข้าชมในราคา 10,000 กีบ (อีกแล้ว)

vi54

ก่อนจะขึ้นจริงผมทำการบ้านมาด้วยการดูรีวิวต่างๆ ค่อนข้างน่าแปลกที่รีวิวส่วนใหญ่ไม่ค่อยถ่ายบรรยากาศระหว่างขึ้น ส่วนใหญ่จะบอกแค่ว่าเดินแล้วเหนี่อย เพราะทางค่อนข้างชัน ดังนั้นเมื่อจะขึ้นจริงเราเลยต้องทำธุระให้เรียบร้อยก่อน ว่าแต่ผมในภาพนี้ ผมกำลังฉี่จริงๆ เขาจะรู้มั้ยเนี่ย?

vi55

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ได้เวลาเดิน เห็นทางแล้วมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เป็นก้อนหินให้เราเดินไปเรื่อยๆ มีช่วงก้าวสั้นยาวสลับกัน

vi56

งานนี้มีกลัวสะดุดหินล้มเลยต้องเก็บกล้องในกระเป๋า เพราะบางช่วงก็สุ่มเสี่ยงต่อการเสียหลักเหลือเกิน เลยทำให้เข้าใจได้ละว่าทำไมไม่ค่อยมีคนถ่ายภาพระหว่างเดินให้ดู ในภาพนี้เป็นช่วงก่อนถึงศาลาอันเป็นจุดชมวิวก่อนถึงยอดผาเงิน

vi57

การแบกกล้องและอุปกรณ์พร้อมขาตั้งทำให้ใจสั่นรัวนิดหน่อย พอมาถึงศาลาก็วางทุกอย่าง แล้วหยิบเลนส์เทเลขึ้นมาถ่ายโดยพลัน

vi58

มุมนี้เห็นทั้งเมืองและภูเขาสวยดี โดยเฉพาะแสงเย็นที่กำลังฉาบสวยทีเดียว

vi61

ถ่ายเสร็จก็ใช้แรงอีกหน่อยเพื่อเดินไปถึงยอด หินบริเวณนี้ค่อนข้างคมทีเดียว

vi60

สิ่งแรกที่เห็นบนยอดไม่ใช่วิวเมืองวังเวียงสวยๆ… แต่เป็นร้านขายส้มตำบนยอดผาเงิน …. เฮ้ย…เขร้…สุดยอด นี่คือคำอุทานออกมาอย่างดังเมื่อได้เห็นแม่ค้าส้มตำกำลังทำส้มตำให้นักท่องเที่ยวที่สั่งราวกับว่าร้านนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ธรรมดาๆ แต่นี่มันยอดเขานะเธอวว์ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่อเมซิ่งในสายตาของผมมากพอๆ กับเห็นวิวสวยๆ บนยอดผาเงินนี้ นอกจากส้มตำแล้วแม่ค้ายังขายน้ำขวดแช่เย็นด้วย ที่สำคัญคือราคาแทบจะไม่ต่างจากร้านขายด้านล่างเลย แพงกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง เลยอุดหนุนโค๊กไปกระป๋องนึง ส่วนส้มตำขอผ่าน กับคนไส้ตรงอย่างผมถ้าได้กินไปแล้วอาจจะ…

vi59

ระหว่างยืนอึ้งร้านส้มตำ แต่มือก็ซอยชัตเตอร์ยิกๆ นะครัช แสงช่วงที่ขึ้นไปดีเหลือเลย ผมนี้แทบจะถ่ายทุกมุมที่คิดว่ามันน่าจะออกมาโอเคเอาไว้เยอะเหมือนกัน

vi62

จำกองฟางที่มุดๆ ไปตอนเช้าได้ใช่มั้ย ภาพนี้จะเป็นอีกกองฟางนึงที่ทำให้เราได้เห็นว่าก่อนจะมาเป็นกองฟางกลมๆ นั้นมีวิธีการไปไงมาไง

vi63

ถ่ายเจาะเทือกเขาลูกอื่นเพราะพระอาทิตย์กำลังสาดแสงเงาได้จังหวะพอดี

vi65

ส่วนมุมมหาชนของจุดชมวิวผาเงินก็ต้องมุมที่ผมถ่ายนี้เลย มีทั้งฉากหน้าฉากหลังครบหมด จะเอาคนไปยืนเป็นแบบก็เท่ห์จริงๆ

vi67

แสงยิ่งเย็นฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี ชอบเทือกเขาซ้อนกันแบบนี้

vi68

หันไปด้านหลังเจอบอลลูนกำลังลอย เชื่อมะว่าทุกครั้งที่มาวังเวียง ผมใฝ่ฝันที่จะขึ้นบอลลูนทุกครั้ง แต่ด้วยนู่นนี่นั่นก็ทำให้ไม่มีโอกาสได้ขึ้นสักที อย่างรอบนี้พร้อมหมดทุกอย่าง (ยกเว้นเงิน) ส่วนรอบก่อนเงินพร้อมแต่ฝนตก รอบนู้นนนนนเงินพร้อมแต่คิวเต็ม….เศร้าวนไปสิครัช

vi69

พูดถึงบอลลูนแล้วเศร้าว่ะ ฮ่าๆ ปิดท้ายทริปของวันที่สอง ด้วยพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก สิ่งที่ยากอย่างหนึ่งในการเดินทางก็คือความมืด ตอนขึ้นใช้เวลาเท่าไหร่ ตอนลงกลับรู้สึกว่าใช้เวลาลงนานกว่า เพราะต้องเดินกันอย่างระมัดระวังมากๆ ใครที่มาเที่ยวจุดชมวิวผาเงินและรอชมพระอาทิตย์ตกอย่าลืมเตรียมไฟฉายกันมาด้วย

vi70

Day 3

วันสุดท้ายของทริป ในขณะที่ร่างกายยังคงชินชากับความเมื่อยล้าจากการเดินชมเขาผาเงิน เช้านี้เรามีภารกิจแอดแวนเจอร์แบบที่ใครมาวังเวียงก็ต้องทำกันนั่นคือ พายเรือคายัค เข้าถ้ำและเล่นซิปไลน์ โดยแพคเกจต่างๆ เราใช้บริการของ Wonderfultourslaos ข้อมูลก็ตามภาพเลย มีหลายกิจกรรมหลายราคาให้เลือก

vi71

8.30 เริ่มล้อหมุน มีรถมารอรับเหล่านักท่องเที่ยวที่ซื้อแพคเกจ มีประมาณ 10 กว่า คน ถ้าไม่นับพวกผมที่เป็นคนไทยทั้ง 4 แล้ว คนที่เหลือคือพี่โสมจากแดนกิมจิหมดเลย

vi72

เส้นทางที่จะไปปล่อยเราพายคายัคนั้นก็คือเส้นทางที่ขี่มอเตอร์ไซต์ตอนเช้าวันที่สอง ออกมาจากในเมืองไม่ไกลเท่าไหร่และเลี้ยวเข้าซอยไหนสักแห่งนี่แหละ

vi73

เลี้ยวทะลุซอยมาเรียบร้อย คราวนี้ก็เป็นคิวของกิจกรรมแรกนั่นคือการพายคายัค ซึ่งก่อนจะพายจริงพี่ไกด์แกก็เข้ามาแนะนำวิธีการพายสักเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มผสมการม่อสาวไปในตัว อันนี้ถึงเจนไม่ต้องบอกผมก็สัมผัสได้

vi94

เมื่อถึงเวลาที่สมควร การพายคายัคก็เริ่มแล้ว ระหว่างพายท้องฟ้าเน่าๆ ก็เริ่มเปิดออกจากแสงแดด เห็นทิวเขาสวยมาก ผมในฐานะที่เป็นคนพายข้างหลังที่ต้องควบคุมทิศทางไปด้วยนั้นก็ยังคงพายต่อไป แต่คนข้างหน้านี่สิ ยกแต่โกโปรมาถ่ายอย่างเดียวไร้การช่วยพายใดๆ ฮ่าๆ เป็นไปตามคาด

vi74

พายไปซักระยะหนึ่งจำไม่ได้ว่าพายมากี่กิโลแล้ว พี่ไกด์แกก็ตะโกนมาให้แวะข้างทางที่มีลักษณะเหมือนร้านริมน้ำตรงไหนสักแห่ง โดยจุดนี้เป็นจุดพักครึ่งทางสำหรับรับประทานอาหารกลางวันและดื่มเบียร์? และช่วงที่รอก็มีการเปิดเพลงเกาหลีล้วนๆ โอ้ว อันยองแท้

vi75

นั่งพักประมาณครึ่งชั่วโมง อาหารก็มาเสิร์ฟตรงหน้าแล้ว เป็นข้าวผัด บาร์บีคิวหมูและขนมปัง รสชาติทำได้ใช้ได้โดยเฉพาะข้าวผัดและซอสบาร์บีคิวรสจัดจ้าน แต่จริงๆ สารภาพเลยว่าผมชอบมื้อนี้เกือบที่สุดในทริปเลยนะ มันดูดิบดีแล้วอีกอย่างคือมาวังเวียงทีไรไม่ค่อยได้กินข้าวเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะจบที่ขนมปังบาแก็ตไม่ก็เฝอ

vi76

อิ่มท้องกันเสร็จแล้วก็มาพายคายัคกันต่ออีกอึดใจเดียวก็จะถึงสถานีกิจกรรมเข้าถ้ำและเล่นซิปไลน์ ในส่วนของการล่องห่วงยางเข้าถ้ำนั้นไม่ค่อยจะมีอะไรมากเนื่องจากระยะการล่องนั้นสั้นมาก แถมไม่มีโอกาสให้ถ่ายภาพเลยเพราะข้างในมืดสุดๆ เอาเป็นว่าเราผ่านตรงนั้นไป

vi77

ไฮไลท์ของสถานีนี้อยู่ที่ซิปไลน์ต่างหาก น่าเสียดายที่กลุ่มสาวๆ ทั้งสามจะเล่นพร้อมกันหมดผมเลยอาสาไม่เล่นเพื่อที่จะถ่ายภาพบรรยากาศและเฝ้าของให้ จริงๆ อยากเล่นมาก แต่กลัวไม่มีคนเฝ้าของ (กราบในความสตอจีๆ)

vi78

แอบเก็บบรรยากาศอันยองมาสักเล็กน้อย

vi79

ไกด์คนเดิมเพิ่มเติมคือชุดหาย กำลังประชุมการเล่นซิปไลน์ที่ต้องใช้ทั้งความกล้าและมีสติพอสมควร แต่ภาพนี้ถ่ายออกมาแล้วยังไงๆ ก็เหมือนวางแผนการรบมากกว่าแหะ

vi80

นี่ไง สาวๆ ทีมไทย ทุกคนมาพร้อมความสตรองและสตออย่างผม ฮ่าๆ

vi81

ระหว่างรอถ่ายภาพคอชักแห้ง ขอคั่นรายการด้วยน้ำข้าวสักหน่อย ที่นี่ดีตรงที่ไม่มีกฏเมาแล้วห้ามพายเรือ

vi83

จุดที่ผมนั่งรอจะเห็นมุมที่คนเล่นซิปไลน์โหนสลิงผ่านอยู่สองจุด จุดแรกจะเห็นมุมเสยแบบนี้

vi84

ส่วนอีกจุดเป็นมุมที่พีคที่สุดและระยะทางสลิงยาวที่สุดด้วย งานนี้ใครโพสต์ท่าไม่ซ้ำใครก็จะสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมได้เต็มๆ สำหรับการเล่นซิปไลน์จะใช้เวลาประมาณ 50 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณคนเล่นด้วย

vi93

ภารกิจสุดท้ายของกิจกรรมยังไม่หมด เพราะต้องพายคายัคให้ถึงฝั่งริมแม่น้ำซองอันเป็นจุดจอดเรือ ณ ช่วงเวลานั้นเป็นตอนบ่ายฟ้าแม่งโคตรสวยเกินบรรยาย เรียกได้ว่าฝีพายหน้าผมแทบจะขว้างไม้พายทิ้งเพราะมัวแต่จะให้ถ่ายโกโปรอยู่นั่นแหละ ด้วยความหมั่นไส้งานนี้เลยต้องมีการเอาคืนสักหน่อย

vi85

มาถึงฝั่งเป็นที่เรียบร้อย มีการขอบคุณและบอกลาพี่ไกด์ทั้งหลายก่อนกลับเป็นภาษาเกาหลีเพื่อความกลมกลืน

vi86

ส่วนทีมเราก็มาประสานมือถ่ายภาพกันสักนิด งานนี้มีผมคนเดียวที่ถูกเขียนตรงแขนว่า KC ในขณะที่อีกสามคนเป็น KCZ (ย่อมาจาก Kayak Cave Zipline ก็เล่นซิปไลน์กันหมดนี่เนอะ) ผมเลยโดนเรียกว่า “KC = กากสัส” ไปคนเดียวเลย

vi87

เดินล่องลอยกลับมาห้องก็อาบน้ำและพักผ่อน แต่เห็นแสงเย็นสวยมากๆ เลยขึ้นไปถ่ายมุมจากชั้นบนสุดของโรงแรมมาฝาก สวยจริงๆ ให้ตายเหอะ

vi88

มีคนเล่นพารามอเตอร์ด้วย ไปดูราคามาอยู่ที่ 80 USD

vi89

เมฆโดนแสงอาทิตย์ย้อม นี่ก็สุดเหมือนกัน

vi91

ที่จริงมันเป็นคำถามค้างคาในใจมาหลายครั้งหลังจากการมาวังเวียงถึง 4 ครั้งว่าปกติตอนกลางคืนนักท่องเที่ยวเขาไปไหนกันวะ? เพราะทุกทีเวลาผมมาก็จะซื้อเบียร์ตามมินิมาร์ทกับกินโรตี เป็นแบบนี้ทุกครั้ง จนเพื่อนที่เคยไปวังเวียงเหมือนกันมาถามผมว่า มุงเคยไปซากุระบาร์มารึยัง และคำตอบทุกครั้งที่ให้เพื่อนก็คือ มันคืออะไรวะ ผับเหรอ มันมีอะไรดี? ทำไมทุกคนถึงพูดถึง… จนรอบนี้แหละ ที่ผมตัดสินใจไปซากุระบาร์ครั้งแรก ไม่ใช่เพราะได้ยินมาว่ามันมีเบียร์ฟรีให้กิน แต่ไปเพราะเห็นคนเกาหลีใส่เสื้อกล้ามของซากุระบาร์ซึ่งผมอยากจะเก็บให้ได้สักตัวต่างหากล่ะ

vi92

บรรยากาศด้านในซากุระบาร์ ตอนที่ผมไปประมาณ 2 ทุ่ม ช่วง Happy Hour ที่หยิบดริ้งไม่อั้นมันก็งั้นๆ แต่ช่วงหลังสามทุ่มนี้แหละ พอเพลงเริ่มมา ก็จะเห็นฝรั่งและเกาหลีผลัดกันขึ้นไปเต้นแบบเนี้ย ภาพนิ่งอาจจะดูไม่ได้อารมณ์แต่บอกเลยว่าของจริงนั้นมันสุดติ่ง จังหวะนั้นไม่รู้ใครมาจากไหนเต้นแบบปล่อยพลังกันสุดยอด ผมนี่ถึงกับอึ้งไปเลย

 

และนี่คือหนึ่งในทีเด็ดที่ผมตั้งใจคัดมาให้ดู คู่นี้เค้าไม่เน้นพลังแต่อาศัยความเก๋าเรียกเสียงกรี้ดแย่งซีนผู้ชมในร้านได้หมดเลย จะแซ่บอย่างที่บอกไหมให้วิดีโอนี้ตัดสินดีกว่าเนอะ

จะว่าไปที่ซากุระบาร์นอกจากเสื้อกล้ามสวยๆ ที่ได้มาครอบครองตัวนึงแล้วก็บรรยากาศก็ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ มีความนัวจนไม่รู้จะพูดว่ายังไงดี จนถึงตอนนี้ผมสามารถบอกกับเพื่อนได้ว่ากุถึงวังเวียงแล้วจริงๆ

vi90

Day 4

กำหนดการวันนี้เรียบง่ายมาก คือการกลับบ้านด้วยการขึ้นรถวังเวียง – อุดรธานี ก็ขึ้นสถานีเดิมกับตอนมานั่นแหละ รู้สึกว่าค่ารถจะคิดราคา 390 บาท พร้อมนอนกันยาวๆ บนรถ เป็นการปิดทริปวังเวียงเดือนตุลาคมที่สนุกสนานอีกครั้งหนึ่ง

 

เรียกว่าอ่านกันจนตาแฉะไปเลยเนอะกับตอนนี้ ตอนแรกคิดว่าจะแยกเป็น 2 Part แต่คิดไปคิดมาขอรวมทีเดียวเลยดีกว่า คนที่อยากตามรอยจะได้เข้ามาดูแบบม้วนเดียวจบไปเลยหวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ปิดท้ายที่ราคาใช้จ่ายหลักๆ ในทริปนี้ ไม่รวมค่ากิน+เบียร์ที่มหาศาลมาก 55

 

สรุปค่าใช้จ่ายทริปวังเวียง

ตั๋วรถทัวร์ กทม-อุดร = 389 บาท/คน

ตั๋วรถ อุดรธานี-วังเวียง = 320 บาท/คน

ตั๋วรถ วังเวียง-อุดรธานี = 390 บาท/คน

ที่พัก = 547 บาท/ห้อง/คืน

ตั๋วเครื่องบิน อุดร-กทม = 875 บาท/คน

Leave a Reply